Odaiba Rainbow Fireworks

ดอกไม้ไฟเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของฤดูร้อนในญี่ปุ่น แทบทุกสัปดาห์ในฤดูร้อนของทุกปีจะมีการจัดงานแสดงดอกไม้ไฟอย่างยิ่งใหญ่ แต่นอกจากฤดูร้อนแล้วก็ยังมีงานแสดงดอกไม้ไฟที่จัดนอกฤดูร้อนเหมือนกัน

งาน Odaiba Rainbow Firework (お台場レインボー花火) เป็นงานแสดงฤดูร้อนที่จะจัดขึ้นที่บริเวณสะพายสายรุ้งหรือที่รู้จักกันในชื่อ Rainbow bridge ในทุกวันเสาร์ตลอดช่วงเดือนธันวาคม คนที่สนใจสามารถชมดอกไม้ไฟพร้อมกับวิวยามค่ำคืนของเมืองโตเกียวได้จากจุดชมวิวใกล้กับห้าง Aqua City เวลาหนึ่งทุ่มตรงเป็นเวลาสิบนาที หลังจากดูจบแล้วก็อาจจะแวะไปชมการประดับไฟบริเวณนั้นหรือเดินดูของในห้างแถวนั้นก็ได้ครับ Continue reading Odaiba Rainbow Fireworks

โยโกฮามาอีกซักที

เพื่อนสนิทมาเที่ยวตอนเดือนเจ็ด เลยอาสาพาไปเที่ยวนอกโตเกียวซักหน่อย เนื่องด้วยเวลาและงบน้อยก็เลยพาไปเดินเล่นที่เอโนชิมา คามาคุระ แล้วก็โยโกฮามา Continue reading โยโกฮามาอีกซักที

Tohoku แบบด่วน

เมื่อเดือนที่แล้ว ไปเที่ยวโทโฮขุ หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือฉบับรวดเร็วสามวันสองคืนมา

แผนที่การเดินทางวันแรก

  1. ออกจากอุเอโนะ
  2. เซนได (Sendai) แวะที่นี่เพื่อเปลี่ยนรถไปมัทสิชิมะ เลยทำได้แค่เดินเล่นแถวๆ สถานี
  3. มัทสึชิมะ (Matsushima) – หนึ่งในสามสุดยอดวิวของญี่ปุ่น (日本三景)
  4. ยามาเดระ (Yamadera) – วัดที่อยู่บนเขา ต้องปีนเขาไปประมาณหกร้อยขั้น มองลงมาแล้วเขียวทั้งเขาเลย สวยงามมากๆ
  5. ยามากาตะ – แวะไปหาอะไรทานเป็นข้าวเย็นแล้วก็กลับไปนอนที่โรงแรม

วันแรก นอนพักที่โรงแรมระหว่างทางจากยะมะกะตะกับยะมะเดระ

แผนที่การเดินทางวันที่สอง

  1. เกบิเค (Geibikei) – ล่องเรือชมความงามของแม่น้ำและภูผา ลุงคนพายเรือร้องเพลงแถมให้อีก ประทับใจกว่ามัทสึชิมะอีก
  2. ฮิราอิซุมิ (Hiraizumi) – เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากเวลาน้อย เลยไปแค่วัด Motsuji กับ Takkoku-no-Iwaya

สำหรับวันที่สอง แค่ไปสองที่นี้ก็หมดเวลาละ

แผนที่การเดินทางวันที่สาม

  1. Sannai-Maruyama site
  2. ตลาดปลาในตัวเมืองอาโอโมริ
  3. A-factory เนื่องจากอาโอโมริมีชื่อเสียงเรื่องแอปเปิล ก็เลยตั้งร้านขายผลิตภัณฑ์จากแอปเปิลมันซะกลางเมืองติดกับสถานีเลย จะได้ซื้อเป็นของฝาก

วันที่สามนี่เที่ยวแบบชิวๆ มาก ส่วนหนึ่งเพราะเริ่มเหนื่อยแล้ว แล้วก็ต้องรีบนั่งรถกลับโตเกียว เลยมีเวลาไม่พอไปไหนไกลๆ ก็เลยเดินเล่นในเมืองไปเรื่อยๆ แต่ถ้าให้อยู่ต่อก็คงมีที่เที่ยวนอกเมืองให้เที่ยวอีกเยอะ

ระหว่างที่เที่ยวอยู่มีเรื่องน่าสนใจน่าเก็บบันทึกไว้ให้ตัวเองอ่านเยอะจริงๆ

  • สังเกตมาหลายครั้งแล้วว่าถึงในโตเกียวจะมีแต่ตึก ไม่ค่อยเห็นสีเขียวเท่าไหร่ แต่พอออกนอกตัวเมืองไป ก็จะเห็นทุ่งนา สวน หรือไม่ก็ป่าไม้เขียวชอุ่มผิดกับตัวเมืองแบบลิบลับ ต่างจากที่เมืองไทยว่าต่อให้ออกนอกเมืองไปมันก็เป็นทุ่งแห้งๆ ซะมากกว่า
    ทุ่ง
  • ธรรมชาติของญี่ปุ่นค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ที่น่าประทับใจคือเครือข่ายรถไฟที่แผ่ไปจนทั่ว (ถึงจะไม่ทั่วแต่ก็ครอบคลุมมากๆ)
  • สถานียามากาตะ กับฮาจิโนะเฮะตอนดึก เงียบเหงาพอๆ กับ BTS ตอนเที่ยงคืน ผิดกับในตัวเมืองที่ยิ่งดึกคนยิ่งเยอะ
  • รถไฟที่วิ่งระหว่างเซนไดกับยามากาตะช่วงเย็นวันศุกร์ค่อนข้างว่าง ข้างทางก็เป็นป่าอุดมสมบูรณ์มาก แถมตอนที่ไปก็ฝนตกปรอยๆ พอให้รู้สึกเหงาๆ จนแอบรู้สึกว่าถ้าได้ขึ้นรถไฟเที่ยวนี้เวลานี้บ่อยๆ น่าจะดี
  • วัดที่ดูไม่มีอะไรก็สามารถสร้าง story แล้วล่อให้คนไปเที่ยวได้ ถึงจะอยู่ไกลจากรถไฟสามสี่โล หรืออยู่บนเขาปีนบันไดพันขั้นก็ตาม
    เรื่อยๆ ไปจนแก่
  • ข้าวกล่องรถไฟหรือที่เรียกว่าเอขิเบน 駅弁 รสชาติดีไม่ต่างจากข้าวกล่องปกติ แต่ราคาก็พอๆกับไปกินร้านข้างนอกเหมือนกัน ทริปนี้กินอาหารบนรถไฟตลอดทริปเลย
  • ไม่รู้ว่าปกติหรือแปลก แต่อาโอโมริวันอาทิตย์คนน้อยมาก ถ้าให้เทียบก็พอๆกับสยามวันธรรมดาตอนกลางวัน
  • ที่อาโอโมริมีตลาดที่ขายนกเกะด้ง หรือข้าวหน้าปลาดิบแบบเลือกหน้าเองได้ คือตอนแรกต้องแลกคูปองซื้อตั๋วอาหารก่อน แล้วเอาคูปองนี้ไปซื้อข้าวก่อน แล้วก็ไปเดินหาปลาในตลาด
  • ที่บอกว่าในตลาดเพราะเราเดินในตลาดจริงๆ ในตลาดจะมีปลา หอย อาหารทะเลสดๆ จัดเอาไว้เป็นจานเล็กๆ อยากได้ปลาอะไรก็ซื้อมาใส่ในชามข้าวเรา市場 ตลาดสด
  • ถ้าไปช่วงบ่ายแก่ๆ ตลาดวายแล้วก็จะได้ของที่ไม่สดมาก แต่จะได้ลดแลกแจกแถมเต็มที่ เช่น ซื้อปลาไท 200 เยน ได้ปลามามูลค่า 400 เยน แถมมากุโระอีก 200 เยน เป็นต้น
  • กินนกเกะด้งแล้วก็ไม่อยากไปกินปลาดิบอีกอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ เพราะเดี๋ยวปลาดิบอร่อยๆจะกลายเป็นธรรมดาไปซะ
    のっけ丼 นกเกะด้ง

นึกไม่ออกแล้ว ไปดูรูปเอาละกัน

Osaka & Kyoto

อู้แลปไปเที่ยวโอซากากับเกียวโตมาห้าวันกับเพื่อนอีกสองคน

วันแรกกับวันที่สองต้องทำธุระที่โอซากาทั้งวันแต่กระนั้นก็ยังหาเวลาออกไปหาของกินที่นัมบะตอนเย็นวันที่สองหลังจากสะสางธุระเรียบร้อย

วันที่สามวางแผนว่าจะไปวัดชิเทนโนจิ แต่ระหว่างเดินไปก็ไปสะดุดตากับวัดอิชชินจิซะก่อน ที่วัดอิชชินจินี่ทางเข้ายังกะยานอวกาศ ตามตำนานที่แปะไว้หน้าวัดบอกว่าพระประธานของวัดนี้สร้างจากขี้เถ้าของคนตาย (made from ashes of the deads) ฟังดูแล้วน่ากลัวชะมัด

เดินจากวัดอิชชินไปอีกนิดก็ถึงวัดชิเทนโนจิที่ว่ากันว่าเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น วัดนี้มีค่าเข้าชมในส่วนด้านในซึ่งพวกเราก็เลยตัดสินใจเดินแค่รอบ ๆ ด้านนอก ถ่ายรูปซักพัก แล้วตัดสินใจข้ามไปปราสาทโอซากาเลยเพราะแค่นั้นก็เที่ยงแล้ว

ปราสาทโอซากาปัจจุบันตั้งอยู่กลางสวนสาธารณะ ตอนเดินเข้าไปเป็นช่วงที่ซากุระบานไปเรียบร้อยแล้วก็เริ่มจะร่วงแล้ว แต่คนก็ยังนิยมจะมานั่งชมดอกไม้กันในสวนอยู ตอนเดินเข้าไปเลยเห็นคนเยอะแยะพกเสื่อและปิ่นโตเข้าไปกินด้วย โชคดีที่ไปวันธรรมดา คนเลยไม่เยอะมากและยังพอไปแย่งที่นั่งกับคนอื่นได้

หลังจากกินข้าวไปชมความงามของธรรมชาติ(ฟังดูดี จริงๆคือแค่นั่งชิว)เรียบร้อย ก็เดินเข้าไปที่ปราสาท ไม่อยากจะเชื่อว่าต่อให้ตัดเวลานั่งพักกินข้าวออกแล้วก็ตาม เราใช้เวลาถึงชั่วโมงกว่าจากสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุดไปถึงตัวปราสาท

พอเริ่มเข้าส่วนที่เหมือนจะเป็นบริเวณปราสาทโอซากาก็จะเริ่มมีป้ายบอกเรื่องราวความเป็นมาของปราสาทเป็นระยะๆ แล้วพอเข้าไปในตัวปราสาทแล้วก็จะมีนิทรรศการบรรยายถึงประวัติของผู้สร้างและตัวปราสาทให้อ่านกันอย่างจุใจรวมไปถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับปราสาทนี้ด้วย โดยสรุปก็คือปราสาทโอซากาเป็นปราสาทที่สร้างขึ้นก่อนสมัยเอโดะ แล้วก็ถูกต่อเติม สร้างใหม่หลายครั้งจนเป็นอย่างที่ให้ในปัจจุบัน

หลังจากซึมซับความลึกล้ำของปราสาทไปสองชั่วโมง ก็ได้เวลาเดินต่อไปที่ซากุระโนะมิยะ ซึ่ง ณ ตอนนั้นรู้แค่เพียงว่าที่ต่อไปที่จะไปเดินเที่ยวกันมันอยู่ที่นั่นโดยไม่รู้ว่าคือส่วนไหนของซากุระโนะมิยะ พอกำลังจะเดินถึงสถานีก็เริ่มตะหงิดๆว่า ไอ้สวนสาธารณะสวยๆ ที่เราไม่รู้ชื่อ มีซากุระบานเต็มต้นเยอะๆ บรรยากาศสุดยอดชวนฝันนั่นมันที่ไหนกัน นี่ขนาดเรายังไม่ถึงจุดหมายยังสวยขนาดนี้เชียวหรือ เลยตัดสินใจหาข้อมูลเพิ่มตรงนั้น ปรากฏว่าที่นี่แหละคือที่ที่เราจะมาดูตั้งแต่ต้น -“-

วันที่สามจบลงด้วยซูชิ และขาปูเผาแสนอร่อย

วันที่สี่และห้าไปตะลุยวัดที่เกียวโต ตามไฟท์บังคับก็ต้องไปวัดคิโยมิสึ วัดนี้เคยเห็นหลายทีในการ์ตูนหลากหลายเรื่อง ตอนเดินๆอยู่ก็ต้องจินตนาการตามว่าในการ์ตูนแต่ละเรื่องมันมีเรื่องราวในวัดนี้ยังไงบ้าง เสร็จแล้วก็เดินออกมาจากตัววัด เดินไปซักพักชักมีความรู้สึกว่าเหมือนยังไม่ได้เดินออกจากวัดเลย เพราะว่าถนนที่เดินอยู่นั้นสภาพดีจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นถนนสาธารณะ เดินไปเรื่อยๆก็ไปผ่านโซน love hotel (ไปกับทัวร์จะไม่ผ่านตรงนี้นะจ๊ะ) เพื่อขึ้นไปเดินตามถนนสายนักปราชญ์ที่คนเยอะโคตรๆ เราทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวที่ดีด้วยการนั่งพักและถ่ายรูปกันทุกสะพาน นอกจากนั้นก็ไปวัดคินคะขุจิ (วัดกินคะขุจิไม่ได้ไปเพราะซ่อมอยู่) ไปดูสะพานแดง ไปดูปราสาทนิโจ และไปวัดอะไรซักอย่างที่เต็มไปด้วยโทริอิ

ระหว่างที่เดินทางอยู่มีประโยคนึงที่รู้สึกว่าพูดบ่อยมากคือ “ทำเทียมอีกแล้วเหรอ” เพราะว่าหลายๆวัดนั้นเขียนไว้ในประวัติเลยว่า “วัดจริงๆถูกเผาทำลายไปแล้วที่เห็นนี่คือสร้างขึนมาใหม่” พอเเห็นหลายๆครั้งก็เลยปิ๊งขึ้นมาได้ว่า นักท่องเที่ยวนั้นไม่ได้ต้องการเสพย์ความเก่า แต่นักท่องเที่ยวต้องการความดั้งเดิมและเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ยกตัวอย่างเช่นในช่วงที่เข้าปราสาทโอซากานั้นแทบจะมีประวัติในแต่ละสองร้อยเมตรให้อ่านกันเป็นการย้ำเตือนว่า ไอ้ตึกขาวๆนี้ไม่ได้เป็นแค่ปราสาทเฉยๆนะเวย มันมีเรื่องราว มีตำนาน ให้เราได้เสพย์และเยี่ยมชม ทำให้เราได้ซาบซึ้งและเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของเมืองและผู้สร้าง

เมืองไทยก็มีสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย เรามีธรรมชาติที่สวยงามอยู่แล้ว ถ้าสร้างเรื่องราวของแต่ละสถานที่เข้าไปน่าจะเป็นจุดขายของประเทศชาติอีกจุดหนึ่งได้

แต่นั่นก็คงต้องหลังจากเหตุการณ์มันสงบเรียบร้อยแล้วล่ะนะ

ปล. รูปไม่มีเพราะตอนนี้ไม่มีกล้องง่ะ ยินดีรับบริจาค