สิ่งที่ BTS/MRT น่าจะทำเพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้

ในฐานะที่เป็นผู้ใช้มายาวนาน ก็อยากจะมี Feedback กลับไปที่ผู้ให้บริการบ้างเผื่อว่าเราจะได้รับบริการที่ดียิ่งๆ ขึ้น

รายการนี้แบ่งเป็นสองส่วน คือสิ่งที่น่าจะทำได้ทันทีและไม่ต้องใช้งบประมาณมากนัก และสิ่งที่น่าจะต้องใช้เวลาหรืองบประมาณมาก

สิ่งที่ทำได้ทันที

  1. เพิ่มเครื่องออกตั๋วในสถานีที่คนเยอะๆ เถอะครับ
  2. วางเครื่องแลกเหรียญได้แล้วครับ อย่างน้อยมีที่แลกเหรียญก็ไม่ต้องไปแย่งที่กับคนที่เค้าจะมาใช้บริการอย่างอื่น
  3. กำหนดเวลาให้ที่กั้นตรงที่ตรวจตั๋วมันกั้นช้าๆ หน่อยเถอะครับ ทุกวันนี้ต้องรีบมากๆ เพราะกลัวโดนหนีบ

สิ่งที่ต้องใช้เวลา (หรือเงิน)

  1. ทำให้เครื่องอ่านบัตรอ่านได้เร็วๆ แม่นๆ ขึ้นหน่อย ทุกวันนี้แทบจะต้องเอาบัตรไปถูถึงจะอ่านได้
  2. เพิ่มเครื่องออกตั๋วที่รับธนบัตร และทอนเงินเป็นธนบัตรได้ (ใช้แทนเครื่องแลกเหรียญข้างบน)
  3. เครื่องเติมเงินเติมวันในบัตร ถ้าใช้รวมกับเครื่องออกตั๋วได้จะดีมากเลย
  4. กำหนดเวลาในการเดินทางของรถไฟ ว่าจะออกจากต้นทางแล้วน่าจะไปถึงปลายทางภายในเวลากี่นาที
  5. เอาเสากลางรถไปไว้ติดกับที่นั่งแบบของญี่ปุ่น ทางเดินตรงกลางจะได้เดินได้เยอะขึ้น
  6. ที่วางของเหนือศีรษะ

ตอนนี้คิดออกแค่นี้ คนอื่นมีอะไรจะเสริมมั้ยครับ

Coming of Age?

เคยคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องน่าเบื่อของผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ที่ซีเรียสคุยกันเท่านั้น

แต่ปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยในช่วง 2 – 3 สัปดาห์ที่ผ่านมารู้สึกว่าผู้คนรอบตัวมีความตื่นตัวทางการเมืองมากๆ บทสนทนาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นหัวข้อทางการเมืองไปซะเยอะนอกเหนือจากปกติที่มีแต่เรื่องเดอะวอยซ์หะหะหะ ถ้าไม่ใช่ว่าอายุเริ่มก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากวัยที่ไม่สนใจการเมืองมาเป็นวัยที่สนใจการเมือง ก็น่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้เราตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรก็ดี มันก็ทำให้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในชีวิตเราทั้งนั้น 🙁

สุขสันต์วันรัฐธรรมนูญ

ศัตรูร่วม

จากบทสนทนาเมื่อคืนกับพี่ร่วมห้อง

คนไทยนี่ชอบดราม่าเนอะ เอะอะๆ มีอะไรนิดอะไรหน่อยก็ทะเลาะกันเอง ตีกันจะเป็นจะตาย

เอ๊ะ หรือเพราะบรรพบุรุษเรารู้เรื่องนี้ดี เลยแอบเขียนประวัติศาสตร์ หนังสือเรียน สร้างศัตรูของประเทศขึ้นมา เพื่อให้คนไทยรู้สึกว่ามีศัตรูร่วมกันขึ้นมา จะได้ไม่ตีกันเองจนประเทศชาติล่มสลายไปซะก่อน

ประวัติศาสตร์มีไว้ให้ศึกษาบทเรียนจากอดีต

และผมเชื่อว่าประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเสมอ

Save it somewhere

หลังจากที่ต้องกลับไปเริ่มต้นเข้าเลคเชอร์อีกรอบ ตั้งใจไว้ว่าจะตั้งใจเรียนจดเลคเชอร์เองดูบ้าง หลังจากผ่านไปไม่กี่ครั้ง จู่ๆ ก็เกิดความคิดที่ว่า เราควรจะเก็บโน้ตเลคเชอร์ที่จดนี่ไว้ที่ไหน

  1. เก็บ folder ใน Documents ของเครื่อง วิธีนี้ถ้าใช้เครื่องแค่เครื่องเดียวคงไม่เป็นไร แต่ถ้ามีเครื่องหลายเครื่อง วิธีนี้ไม่ดีแน่ๆ แค่เปลี่ยนเครื่อง ข้อมูลก็ไม่อยู่ซะละ
  2. เก็บใน Dropbox/Google Drive วิธีนี้ก็น่าสนใจแต่ว่าก็ยังมีปัญหาว่า … เราจะวางระบบการจัดเก็บโน้ตยังไง ใส่ folder ไหน แยกวิชายังไง
  3. ถ้าใช้ Evernote ก็เก็บๆ ไปเถอะ ไม่ต้องสนใจอะไรมาก เข้าอ่านได้ทุกเครื่องก็พอแล้ว

ถ้ามองในมุมมองของผู้ใช้แบบเบสิคมากๆ วิธีที่ 3 นี่มันสุดยอดจริงๆ คือเราไม่จำเป็นต้องรู้ละว่ามันถูกเก็บอยู่ที่ไหน ขอแค่เวลาที่เราเปิดแอปกลับมาอีกที สิ่งที่เราจดไว้มันก็กลับมาก็พอ ถ้าคิดแบบนี้ก็จะเข้าใจได้ว่าทำไมแอปเปิลและบริษัทอื่นๆ ถึงได้ออกแบบให้แต่ละแอปมีที่เก็บข้อมูลของตัวเองที่ไม่ยุ่งกับของคนอื่นแล้วให้แต่ละเครื่องซิงค์กันผ่านคลาวด์แทน

สำหรับผู้ใช้ระดับ advanced user ก็คงจะไม่ค่อยชอบล่ะมั้งที่ไม่สามารถควบคุมอะไรได้ดังใจ มีปัญหาอะไรก็แก้ได้ลำบาก อันนี้ก็ต้องเป็นหน้าที่ของคนเขียนแอปละมั้งที่จะต้องตัดสินใจว่าจะเปิดอะไรขนาดไหน

ปล. เมื่อกี้ลองเปิด OneNote ดูพบว่ามันเจ๋งกว่า Evernote อีกแฮะ