Kitadake รอบที่สอง ตอนที่ 3 : กำลังใจจากฟูจิซัง

ตอนนี้เป็นตอนที่สามแล้ว คนที่อ่านครั้งแรกควรจะกลับไปอ่านตอนที่ 1 และตอนที่ 2 ก่อนนะครับ


หลังจากผลอยหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อนได้พักหนึ่ง พวกเราก็สะดุ้งตื่นด้วยเสียงเรียกจากพี่ในกลุ่ม

“หนาวกันรึเปล่า?”

“หนาวครับ” ผมตอบทันทีพร้อมกับอาการสั่นจากอากาศที่เย็นลงกว่าเดิม เมื่อลุกขึ้นมาก็เห็นคนอื่นๆ ในกลุ่มมีสภาพไม่ต่างกัน คงเป็นเพราะลมเปลี่ยนทิศพัดมาทางที่พวกเรากำลังนอนอยู่นั่นเอง

ตอนนั้นจะนอนต่อก็หนาวเกิน ต่อให้หลับลงแต่ว่านอนหนาวๆ สภาพนั้นจะเป็นอะไรไปรึเปล่าก็ไม่รู้ เราก็เลยมานั่งล้อมวงวางแผนกันว่าจะเอายังไงต่อในสถานการณ์นี้ พลางบังลมให้พี่อีกคนที่ยังตื่นไม่ไหวเพราะเหนื่อยมาทั้งวันได้พักผ่อนเพิ่มอีกหน่อยระหว่างรอฟ้าสาง

อยากออกไปถ่ายขอบฟ้าแต่เหมือนโชคชะตาไม่เข้าใจ

เวลาในตอนนั้นน่าจะประมาณตีสามสี่สิบอีกประมาณครึ่งชั่วโมงฟ้าก็น่าจะเริ่มสาง ตามปกติเราควรจะต้องอยู่ที่คิตะดาเกะซันโซตั้งกล้องจิบกาแฟรอฟูจิซังปรากฏโฉมแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าต้องมาอดนอนนั่งหนาวสั่นอยู่ริมผา แม้ในตอนนั้นจะไม่มีใครนึกถึงการถ่ายรูปฟูจิซังเท่าไหร่แต่ผมก็อดเสียดายไม่ได้เมื่อเห็นว่ามีหมอกหนาจัดลอยอยู่ตรงพ้นถัดจากขอบผาออกไป เพราะนั่นแปลว่าต่อให้สภาพร่างกายเอื้ออำนวยและอุปกรณ์พร้อม เราไม่มีทางถ่ายรูปฟูจิซังได้อยู่ดี

สำหรับทางเลือกของพวกเราตอนนั้นมีอยู่ไม่กี่ทางคืออยู่บนนั้นต่ออีกซักวัน พักผ่อนให้เต็มที่แล้วค่อยลงจากเขาวันถัดไป หรือว่าจะรีบลงภายในวันนั้นเลย สุดท้ายเราตกลงกันว่าเมื่อฟ้าสางจนเริ่มมองเห็นทางแล้วเราจะเดินลงเขาทันที ระหว่างการสนทนาไม่มีใครมีกะใจจะพูดถึงฟูจิซังอีก และถ้าจะลงเขาก็ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องเดินไปที่คิตะดาเกะซันโซอีกต่อไปแล้ว

นั่งอยู่ไม่นานเราก็สังเกตเห็นแสงไฟฉายลอดออกจากมาจากคิตะดาเกะซันโซส่องมาทางเรา เราส่องไฟฉายกลับไปแล้วแสงไฟนั้นก็ค่อยๆ เดินมาทางที่เราอยู่

เธอมาหมอกร้ายก็หายไป

พอแสงไฟฉายเข้ามาใกล้ขึ้นผมก็เดินเข้าไปด้วยความหวังว่าจะเป็นพนักงานของคิตะดาเกะซันโซที่ออกมาช่วยพวกเรา แต่กลับกลายเป็นลุงนักเดินทางที่เดินผ่านมาเฉยๆ ผมคุยทักทายกับลุงสองสามประโยคลุงก็ขอเดินลงเขาไป

ลุงจากไปไม่ทันไร ฟ้าเริ่มสว่างแล้วหมอกที่ริมผาก็จางลง ฟูจิซังก็เผยตัวตนแทงยอดสูงทะลุทะเลหมอกออกมา ปล่อยให้เขาอื่นๆ เป็นเพียงเงาลางๆ ยิ่งเมื่อมีแสงอาทิตย์์สาดมาจากด้านข้างยิ่งทำให้ฟูจิซังเด่นขึ้นอีก และจุดที่เรานอนอยู่ทั้งคืนนั้นก็เป็นจุดที่มองเห็นฟูจิซังได้เต็มตาพอดีเลย

แต่ถึงฟูจิซังจะสวยแค่ไหนก็ตามก็ไม่มีใครกล้าลุกออกไปหยิบกล้องมาถ่ายรูปเท่าไหร่ ตอนนั้นเราเกี่ยงกันให้หาใครซักคนไปเป็นตัวแทนกลุ่มถ่ายรูปมาแทนคนอื่นที่คอยดูแลคนที่กำลังพักผ่อนอยู่ ปัญหาคือต่างคนต่างเกี่ยงกันเพราะเกรงใจพี่ที่พักผ่อนอยู่นั่นแหละ ถ้าเค้าไม่ได้ถ่ายแต่คนอื่นได้ถ่ายมันก็ดูเหมือนเราเอาเปรียบเค้าล่ะมั้ง

การเกี่ยงกันจบลงเมื่อพี่ที่กำลังพักผ่อนลุกขึ้นมาบอกว่า “ขอกระเป๋าให้พี่หน่อย” หลังจากนั้นไม่เกินสองนาทีเราก็ได้ยินเสียงชัตเตอร์มาจากกล้องที่พวกเราแบกขึ้นไปทุกตัว

ฟูจิซังกับทะเลหมอกยามเช้า
ฟูจิซังกับทะเลหมอกยามเช้า

หลังจากถ่ายรูปเสร็จ ความเหนื่อยก็เหมือนจะหายไปราวกับปาฏิหาริย์ หรือไม่ก็ฟูจิซังได้มอบพลังให้กับพวกเราก็ได้ บทสนทนาตอนนั้นเปลี่ยนจากเคร่งเครียดไปเป็นสนุกสนาน ผสมกับการปล่อยมุกเป็นระยะเหมือนกับตอนเราเพิ่งขึ้นเขามาไม่มีผิด ณ ตอนนั้นเราพร้อมแล้วสำหรับการเดินทางลงเขา

ยอดเขาไอโนะดาเกะ และคิตะดาเกะซันโซ
ยอดเขาไอโนะดาเกะ และคิตะดาเกะซันโซทางขวาล่างของรูป จริงๆแล้วเราอยู่ใกล้แค่นี้เอง

ทางเดียวกันแต่ยากไม่เท่ากัน

พอฟ้าสางเต็มที่เราก็เก็บกระเป๋าเดินกลับทางที่เราขึ้นมา เป้าหมายของเราคือต้องลงไปถึง Hirogawara ก่อนบ่ายสี่โมงครึ่งซึ่งเป็นเวลาของรถบัสเที่ยวสุดท้าย

พอฟ้าสางเส้นทางไหล่เขาแคบๆ แสนน่ากลัวเมื่อคืนกลายเป็นเพียงเรื่องตลก เราใช้เวลาแค่สิบห้านาทีเท่านั้นในการเดินย้อนกลับไปทางเดิม ระหว่างทางก็สงสัยว่าทำไมเมื่อคืนมันดูน่ากลัวจัง เราเดินตามนักปีนเขาชาวญี่ปุ่นที่ไต่ลงกองหินอย่างรวดเร็วจนผ่านโซนที่เป็นกองหินทั้งหมดในครึ่งชั่วโมง เรากลับมาถึงจุดที่เราเถียงกันตอนฟ้ามืดว่าจะเดินต่อหรือจะนั่งเฉยๆ ได้ภายในสองชั่วโมง รวมเวลาที่เราแอบงีบกลางทางไปยี่สิบนาที

ถึงจะกลับลงมาได้เร็วแล้วแต่สุดท้ายก็ไม่เร็วตามแผนอีกนั่นแหละ ศัตรูตัวใหม่ที่เราเจอระหว่างลงเขาก็คือแรงกระแทกที่เกิดจากทั้งน้ำหนักตัวและน้ำหนักกระเป๋า ยิ่งพวกเราไม่มีประสบการณ์การปีนเขานานๆ แบบนี้ทำให้เรายิ่งขนอะไรต่อมิอะไรมาเต็มไปหมด ซึ่งทำให้เข่าต้องรับภาระมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเราค่อยๆ กลับลงถึงที่จอดบัสที่ Hirogawara ได้ทันก่อนสี่โมงครึ่งแลกกับใช้เข่าไม่ได้ไปอีกหลายวัน โดยเดินมาตามทางเส้นสีน้ำเงิน แวะพักที่ Shirogane Oike ก่อนจะเร่งเดินจนถึงที่ Hirogawara ส่วนพี่อีกคนที่เดินช้ากว่าลงตรงตามเส้นสีเขียวไปที่ Hirogawara โดยตรงไม่แวะพักกลางทาง

ขากลับทุกคนหลับเป็นตายขนาดที่ต้องสะกิดถึงจะตื่นบนรถที่ติดเกินคาดเพราะเป็นวันหยุดยาว พวกเรากลับมาถึงโตเกียวเลทกว่าที่คิดไปหลายชั่วโมงแต่พี่ที่ขับรถให้ก็ยังใจดีไปส่งตามบ้านของทุกคนแม้ตัวเองจะไม่ได้นอนมาสองวันแล้วก็ตามและนั่นก็เป็นฉากจบการเดินทางของพวกเรา

บทเรียนจากข้อผิดพลาด

ถ้านักปีนเขามือเก๋าๆ ได้อ่านบล็อกนี้แล้วนับสิ่งที่เราทำพลาดแล้วล่ะก็ แค่นิ้วมืออาจจะไม่พอนับความผิดพลาดที่พวกเราทำไปในทริปนี้ ยังไงก็ตามผมก็ขอนำสิ่งที่ผิดพลาดพร้อมทั้งแนวทางการแก้ไขที่ผมคิดไว้มาลิสท์เอาไว้ข้างล่างนี้ เผื่อว่าจะได้เป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย

  1. ร่างกายต้องพร้อม ครั้งนี้เราประมาทไม่ยอมเตรียมร่างกายให้ดี นอกจากจะไม่ยอมออกกำลังกายล่วงหน้าซักสองสามอาทิตย์ให้ร่างกายฟิตก่อนไปแล้ว พวกเราก็ไม่พักผ่อนให้เต็มที่ อดนอนก่อนเดินขึ้นเขาด้วย
  2. ตารางเวลาต้องเผื่อให้มาก เวลาเขียนตารางการเดินทางควรเผื่อเวลาให้ถึงที่พักก่อนพระอาทิตย์ตกดินนานๆ เช่นถ้าพระอาทิตย์ตกดินหกโมง ก็เขียนตารางการเดินให้ถึงที่พักซักบ่ายสามโมงเป็นต้น ที่เผื่อไว้เยอะๆ เพราะเกิดมีเหตุสุดวิสัยขึ้นมาจะได้พอมีเวลาเดินให้ทันพระอาทิตย์ตก
  3. มืดแล้วไม่ควรเดินทาง เส้นทางธรรมดาๆ ก็กลายเป็นเส้นทางที่น่ากลัวได้ตอนไม่มีแสงอาทิตย์ ดังนั้นหากไม่จำเป็นจริงๆ ก็อยู่กับที่ดีกว่า แต่ดีที่สุดคือควรจะต้องไปถึงที่พักก่อนมืด
  4. ไม่ควรนอนริมผา หาที่โล่งๆ นอนจะดีกว่าเพราะไม่รู้ว่าจะมีหินตกใส่หัวเมื่อไหร่
  5. เสื้อผ้า อุปกรณ์กันหนาวเอาไปเหลือดีกว่าขาด ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้หนัก แค่กินที่ ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงก็เอาไปเหอะ
ยอดคิตะดาเกะและสันเขา

สรุป

การเดินทางในครั้งนี้ของพวกเราก็จบลงโดยหมดสภาพ แต่ก็ถือว่าโชคยังดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรร้ายแรงแถมยังได้รูปฟูจิซังมาตามที่หวังด้วย ข้อผิดพลาดต่างๆ ที่พวกเราได้เจอมาก็ยังเป็นบทเรียนให้พวกเราได้ใช้สำหรับการเตรียมตัวในครั้งต่อๆ ไปด้วย

หวังว่าบทเรียนในครั้งนี้ของพวกเราจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น และถ้าใครมีอะไรสงสัยหรืออยากจะคอมเม้นท์อะไรก็ทิ้งเอาไว้ได้เลยครับ

สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่ช่วยทำให้การเดินทางครั้งนี้เป็นตำนานของพวกเรา ขอบคุณที่ร่วมใจกันฝ่าฟันกันไปจนถึงที่หมาย และขอบคุณฟูจิซังที่มอบพลังให้พวกเราทำตามเป้าได้สำเร็จ แล้วพบกันครั้งหน้าครับ

แถม

มีสมาชิกร่วมทริปคนอื่นเขียนบันทึกเอาไว้บ้างเหมือนกัน ขออนุญาตรวบรวมไว้ที่นี่ด้วยนะครับ ใครสนใจอยากอ่านจากมุมมองคนอื่นก็เชิญตามลิงค์ได้เลยครับ