Kitadake รอบที่สองตอนที่ 2 : ขึ้นจากพื้นไปที่สูงสามพันเมตร

ตอนนี้เป็นตอนที่สอง อ่านตอนแรกได้ที่นี่

หลังจากที่เดินทางออกจากโตเกียวเพียงไม่กี่อึดใจรถก็วิ่งเข้าสู่เขตเมืองโคฟุใกล้ๆ กับมินามิแอลป์เร็วกว่าที่คาด เราเลยถือโอกาสนี้เตรียมเสบียงอาหาร น้ำและขนมปังจากเซเว่นที่ขับรถผ่าน แต่ก็คงไม่ใช่พวกเรากลุ่มเดียวที่ทำแบบนั้นเพราะตามเซเว่นที่เราแวะก็ไม่เหลือขนมปังให้เราซื้อเท่าไหร่ ดังนั้นใครที่อยากจะมาปีนมินามิแอลป์ก็ควรจะเตรียมมาให้พร้อม อย่ามาหวังพึ่งร้านตามทางนะครับ

จะว่าไปเราก็ได้เจอกับข้อผิดพลาดหรือสิ่งที่ไม่ได้คาดเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ตลอดทาง เมื่อรวมกับความดื้อและการตัดสินใจพลาดของพวกเราเป็นเหตุให้ได้ไปเจอกับปัญหาใหญ่ในภายหลัง

อยากจะนอนแต่ไม่ได้นอน

หลังจากเสบียงอาหารพร้อมแล้วเราก็มุ่งหน้าสู่ลานจอดรถ Ashiyasu โดยกะว่ารีบไปนอนพักเอาแรงก่อนแล้วค่อยตื่นไปขึ้นรถเที่ยวแรกตอนตีห้าครึ่ง แต่พอเราหาที่จอดรถได้ก็กลายเป็นว่านักปีนเขาคนอื่นก็เริ่มไปยืนตั้งแถวพร้อมขึ้นรถกันตั้งแต่ตีสี่แล้ว พวกเรากลัวว่าถ้าไม่ไปต่อแถวอาจจะต้องรออีกครึ่งชั่วโมงกว่ารถเที่ยวถัดไปจะมาก็เลยต้องหอบสังขารและสัมภาระไปต่อแถวด้วย ยังดีที่ระยะทางจาก Ashiyasu ไปยัง Hirogawara ที่เป็นเบสแคมป์นั้นอยู่ไกลกันพอสมควรเลยยังพอมีโอกาสนอนพักระหว่างขึ้นบัสได้

หลังจากโดนรถเหวี่ยงซ้ายขวาราวหนึ่งชั่วโมง รถบัสก็พาเรามาส่งที่ Hirogawara ในเขตอุทยานแห่งชาติมินามิแอลป์ นับจากจุดนี้ไปก็เป็นเวลาที่เราจะต้องเดินขึ้นเขาจริงๆ ซักที

เส้นทางการเดิน

ก่อนอื่นขออธิบายเส้นทางการเดินของพวกเราก่อน การเดินไปยังยอดคิตะดาเกะจาก Hirogawara นั้นทำได้หลายเส้นทางแต่เราเลือกเส้นทางด้านล่างนี้เพราะเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุด

เส้นทางการเดิน สีฟ้าเดินขึ้น สีเขียวเดินลง
เส้นทางการเดิน  สีเขียวคือทางที่คาดว่าจะเดินตอนแรก สีฟ้าคือเส้นทางที่เดินจริงๆ ตัวเลขที่กำกับเส้นคือเวลาที่ใช้ในการเดินโดยประมาณ
  1. จุดเริ่มต้นของการเดินทางเริ่มจาก Hirogawara (広河原 – กรอบสี่เหลี่ยมสีส้มตรงมุมขวาบน) ใช้เวลายี่สิบห้านาที
  2. เดินอ้อมขึ้นเขาตามเส้นสีน้ำเงินอีกต่ออีกสองชั่วโมงสี่สิบนาทีถึงจุดพักกลางป่าที่ชื่อ Shirane oike koya (白根御池小屋) จุดนี้จะมีห้องน้ำ ที่นอนพัก อาหาร และสถานที่กางเต้นท์ไว้บริการ เราสามารถเติมน้ำดื่มได้ที่จุดนี้
  3. เดินในป่าต่ออีกครึ่งชั่วโมงจะเข้ามาเชื่อมกับคอร์ส Ookanbazawa ที่ต้องเดินเลาะตามแม่น้ำในหุบเขาที่ Ookanbazawa-futamata (大樺沢二俣)
  4. เดินเลาะตามคอร์ส Hidarimata (左俣) มาอีกสองชั่วโมงก็จะถึง Hachimotoha-no-kooru (八本歯のコール)
  5. ปีนหินมานิดนึงแล้วเดินตามไหล่เขามาเรื่อยๆ ประมาณชั่วโมงสิบนาทีก็จะถึงคิตะดาเกะซันโซ (北岳山荘 – สี่เหลี่ยมสีส้ม) ที่เป็นที่พักปลายทาง

รวมเวลาตามแผนที่ทั้งหมดหกชั่วโมงสิบนาที แต่เวลาตามแผนที่นั้นประมาณไว้สำหรับนักปีนเขามือเก๋า มือใหม่อย่างพวกเราจะใช้เวลาเพิ่มจากนี้พอสมควร เลยเผื่อเวลาไว้ที่ 10 ชั่วโมง แปลถ้าเราออกเดินทางตอนเจ็ดโมงเช้าก็น่าจะถึงที่พักห้าโมงซึ่งก็เป็นเวลาก่อนฟ้ามืดพอดี

เริ่มเดินทาง

เราออกเดินทางจาก Hirogawara ตอนเกือบๆ เจ็ดโมงด้วยความตื่นเต้น ในตอนแรกเรากะว่าจะไปตามเส้นทางสีเขียวที่สั้นกว่าแต่ด้วยความรีบร้อนอยากเดินทำเวลา ทำให้ผมอ่านป้ายบอกทางผิดจนหลงเดินเข้ามาที่เส้นสีน้ำเงินโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เกือบถึง Shirane Oike แล้ว

ในเส้นทางสีน้ำเงินในช่วงนี้เราจะต้องเดินขึ้นเขาตลอดทางโดยตลอดทางก็จะเป็นป่า เนื่องจากวันที่ปีนนั้นอากาศดีทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องสภาพทางเดินมากนัก เราเดินไปพักไปแล้วก็ถ่ายรูปข้างทางไปเรื่อยๆ เวลาที่ใช้เดินที่บวกเพิ่มขึ้นมาหนึ่งชั่วโมงแลกกับได้ชมธรรมชาติ แถมยังได้ผ่านจุดพัก เตรียมน้ำดื่ม และทานอาหารก็ดูคุ้มค่ากัน

แต่ผมกลับมองข้ามเรื่องสำคัญไปหนึ่งเรื่องก็คือความชันและความยากในการเดินของเส้นทางนี้ทำให้ร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการอดนอนอยู่แล้วยิ่งล้าเข้าไปอีก ยิ่งเดินไปพวกเราก็ยิ่งพักบ่อยขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดเราก็เดินถึง Shirane oike ใช้เวลาไปประมาณสองเท่าของแผนที่ก็คือ 6 ชั่วโมง

เห็นใกล้ๆ แต่เดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึง

หลังจากที่เรานั่งพักกันที่ Shirane oike ซักพักเราก็ต้องรีบทำเวลาออกเดินทางต่อเพื่อชดเชยจากที่เดินช้าเมื่อตอนเช้า ระยะเดินอีก 3-4 ชั่วโมง ถ้ารีบเดินหน่อยก็น่าจะใช้ซัก 5-6 ชั่วโมงก็คงน่าจะทัน

ช่วงหลังจาก Shirane oike จะมีสองทางคือวนขึ้นไปทาง Kusasuberi (草すべり) เพื่อพุ่งขึ้นไปที่สันเขาแล้วเดินผ่านยอดคิตะดาเกะเพื่อลงไปที่คิตะดาเกะซันโซก็ได้ หรือว่าจะเดินออกมาทางหุบเขา Ookanbazawa แล้วเดินขึ้นไปที่คิตะดาเกะซันโซก็ได้ ตรงนี้ผมเลือกเส้นทางหลังเพราะเหมาะกับมือใหม่มากกว่าตามที่ได้รับคำแนะนำมาจากลุงนักปีนเขาที่จุดพัก

ระหว่างที่เรากำลังเดินออกจาก Shiraneoike ก็จะเป็นป่าช่วงสั้นๆ เราก็ได้เจอกับคุณลุงอีกคนที่เดินสวนทางมาเตือนว่าถ้าจะไปที่คิตะดาเกะซันโซก็รีบเดินหน่อยเพราะดูแล้วพวกเราไม่น่าจะไปทันห้าโมง ดีไม่ดีจะมืดก่อนด้วยซ้ำ

หลุดออกมาจากป่าได้ก็จะถึงโซนแม่น้ำที่อยู่กลางหุบเขาที่ชื่อ Ookanbazawa เราต้องเดินตามแม่น้ำกลางร่องหุบเขาขึ้นไป ถึงจะบอกว่าเป็นแม่น้ำแต่ในฤดูร้อนน้ำก็น้อยจนระดับน้ำอยู่ต่ำกว่าชั้นหินทำให้เราสามารถเดินไปตรงแม่น้ำแล้วเดินขึ้นไปได้เลย หรือว่าจะเดินตามเดินทางไหล่ทางที่อยู่ริมน้ำก็ได้เช่นกัน

ลักษณะทางของ Ookanbanzawa ลูกศรสีแดงคือปลายทางที่เราต้องเดินไป

 

รูปนี้เป็นรูปเมื่อสองปีก่อน หิมะที่ปกคลุมแม่น้ำยังไม่ละลายเราเลยทำได้แค่เดินไปตามไหล่ทาง แต่ปีนี้หิมะละลายไปเยอะแล้วเลยเดินขึ้นไปบนแม่น้ำได้เลย

 

Ookanbanzawa  เมื่อมองจากด้านบนลงมา (ภาพโดย @mahalarp)
Ookanbanzawa เมื่อมองจากด้านบนลงมา (ภาพโดย @mahalarp)

ช่วงทางเดินตรงนี้เดินง่ายมาก เป้าหมายชัดเจน เราก็แค่ตรงไปเรื่อยๆ เพียงอย่างเดียว ถ้าเห็นจุดแดง จุดเหลือง ที่เขียนอยู่ที่ก้อนหินหรือบางครั้งก็จะเป็นริบบิ้นสีแดงหรือสีชมพูผูกไว้ตามกิ่งไม้ ก็อุ่นใจได้ว่าเรามาถูกทางแล้ว ที่ลำบากก็คือตามทางเดินไม่มีร่มไม้ใหญ่คอยบังแดดให้เราเหมือนกับช่วงเดินในป่าแล้ว ถ้าเหนื่อยก็ต้องหลบเข้าข้างทางอย่างเดียว เราโชคดีที่อากาศวันนั้นไม่เลวร้ายกับมีเมฆคอยบังแดดให้ตลอดเวลาแต่ก็ไม่ถึงกับก่อตัวเป็นเมฆฝน

ผ่านไปแค่ประมาณครึ่งชั่วโมงหลังจากเข้ามาในโซนนี้ เรื่องน่ากลัวที่เราไม่เคยคาดคิดก็เกิดขึ้น ความเพลียจากการอดนอน ความเหนื่อยจากการเดิน บวกกับความง่วงหลังทานข้าวเที่ยงเล่นงานเราไม่หยุดหย่อน สถานการณ์เริ่มกลับไปเหมือนกับตอนเช้า ยิ่งเดินเราก็ยิ่งพักบ่อยขึ้น เหนื่อยล้ามากขึ้น แต่เป้าหมายที่เห็นอยู่ตรงหน้าก็ดูจะไม่ใกล้เข้ามาเลย นักปีนเขาที่เดินอยู่เริ่มน้อยลงๆ เมฆบนท้องฟ้าก็เริ่มหายไปแต่แทนที่จะสว่างขึ้นแต่กลับกลายเป็นว่าเราเห็นแสงสีส้มทองของยามเย็นที่ขอบสันเขาเข้ามาแทน ตอนนั้นเหลือระยะทางตามแผนที่อีกราวสองชั่วโมง  พอเหลือบดูนาฬิกาอีกทีก็พบว่าถึงเป็นเวลาหกโมงเย็น เราใช้เวลาเดินกันมาเกินกว่าที่คาดไปถึงสองเท่าอีกแล้ว ข่าวร้ายกว่าก็คือพระอาทิตย์กำลังจะตก และข่าวร้ายที่สุดก็คือความเหนื่อยที่สะสมมาทั้งวันทั้งคืนทำให้พี่ในกลุ่มคนหนึ่งเดินต่อไม่ไหวเสียแล้ว

ตามล่าหาจุดแดง

พอเดินต่อไม่ไหว แถมมองทางต่อก็ไม่เห็น เราก็ไม่เหลือทางเลือกนอกจากนั่งพักให้นานหน่อยพร้อมกับปรึกษากันว่าจะทำยังไงกันต่อดี

ใครๆ ก็รู้ดีว่าการเดินป่าและปีนเขาตอนกลางคืนมันอันตรายมาก นอกจากจะเสี่ยงหลงทางแล้วยังเสี่ยงตกเขาด้วย ยิ่งร่างกายไม่พร้อมด้วยโอกาสที่จะเดินพลาดหกล้มยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ แถมเราก็เดินไม่ไหวอยู่แล้วก็เลยคนเสนอว่าเราน่าจะนอนรอเฉยๆ จนฟ้าสางแล้วเราค่อยกลับก็น่าจะเป็นไอเดียที่ดี

ในทางกลับกันอากาศในตอนนั้นก็เย็นขึ้นๆ ถ้านั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรหรือเผลอหลับไปก็อาจจะหนาวตายได้ และเนื่องจากผมเคยมาปีนคิตะดาเกะมาแล้วและพอจะจำได้ว่าทางต่อจากนั้นจะเป็นเส้นตรงขึ้นไปเรื่อยๆ มีจุดสีแต้มบอกทางเป็นระยะ ลักษณะทางคือปีนไปตามก้อนหินก้อนใหญ่ๆ ถ้าเราค่อยๆ หาจุดสีแล้วเดินต่อไปเรื่อยๆ ก็จะขึ้นถึงสันเขาได้ หลังจากนั้นก็เป็นทางเดินตามไหล่เขาที่ค่อนข้างเดินง่ายไม่ต้องปีนป่ายมากก็พอจะไปถึงที่พักได้ ผมก็เลยเสนอว่าให้ค่อยๆ เดินต่อไปแล้วกัน ถกเถียงกันซักพักทุกคนก็ยอมรับกับความคิดนี้ พี่ที่ขาเจ็บก็ดูจะอาการดีขึ้นมากแล้ว พวกเราก็เลยเริ่มออกเดินทางท่ามกลางแสงจันทร์และไฟฉายกันต่อไป

พวกเราใช้วิธีส่งคนไปหาจุดแดงถัดไปทีละจุดแล้วคนที่เหลือก็ปีนตามขึ้นไปทีละช่วงๆ  ถึงจะช้ามากจนเกือบอยากจะล้มเลิกแต่ก็ทำให้พวกเราแน่ใจว่าเราไม่หลงทางแน่นอน เราใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็พ้นจากโซนแม่น้ำ ผ่านช่วงที่ต้องปีนบันไดต่อขึ้นไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเราก็มาถึง Hachimotoha-no-kooru (八本歯のコール) ตอนห้าทุ่ม ป้ายบอกทางข้างๆ บอกผมว่าเราต้องเดินอีกสองชั่วโมง แต่อย่างน้อยผมก็อุ่นใจเพราะพวกเราปีนขึ้นมาสูงพอที่จะมองเห็นแสงไฟจากคิตะดาเกะซันโซแล้ว

280856_10152040228035790_1428397793_o
Hachimotoha-no-kooru สังเกตว่าจะมีจุดแดงเหลืองบนก้อนหินบางก้อน (ภาพโดย Nuttachot Dusitanont)

ได้เวลานอนซะที

ตอนนั้นทุกคนจะเหนื่อยล้ามากอย่างเห็นได้ชัด สมองเริ่มทำงานช้าลง ยิ่งทำให้การหาเส้นทางในความมืดด้วยไฟฉายยากขึ้นไปอีก แต่ด้วยกำลังใจและความหวังของพวกเราว่าจะไปถึงที่พักของพวกเราผลักให้เราค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้าที่ละก้าวๆ ดันตัวเองให้ปีนผ่านก้อนหินทีละก้อนๆ จนเราผ่านเข้าไปที่เส้นทางตรงไหล่เขา เหลืออีกแค่ไม่กี่ร้อยเมตรก็จะถึงที่พัก

เส้นทางที่ไหล่เขา (รูปเมื่อสองปีที่แล้ว)

สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีกแล้ว พอไม่มีแสงอาทิตย์ช่วย ทางเดินที่ผมเคยจำได้ว่าปีนป่ายไม่เยอะก็กลายเป็นทางปีนขึ้นปีนลง ทางเดินที่รู้สึกว่ากว้างพอที่จะเดินสบายๆ ก็กลายเป็นทางแคบๆ ที่มีแค่เชือกเส้นเดียวกั้นเราออกจากหน้าผา ความง่วงและความล้าก็ยังตามเล่นงานเราอยู่ทุกก้าว แถมลมบนสันเขาก็เป็นศัตรูตัวใหม่ ทุกคนเดินไปสั่นไป บางคนเริ่มออกอาการหงุดหงิดเพราะความง่วง สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นทุกย่างก้าวเพราะไม่รู้ว่าต่อไปจะเจอกับอะไร จนในที่สุดความอดทนของเราก็หมดลง พวกเราล้าจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ แถมเส้นทางข้างหน้าก็ยังเป็นโค้งไหล่เขาที่แคบจนอันตรายเกินกว่าที่พวกเราในสภาพนี้จะเดินผ่านได้อย่างปลอดภัย เราทำอะไรต่อไม่ได้แล้วนอกจากนอนกับพื้นท่ามกลางลมหนาวและอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งโดยที่ไม่มีทั้งเต้นท์ ถุงนอน และชุดกันหนาวหนาๆ

(ต่อตอนหน้า)