ประสบการณ์ฝึกงานที่ LINE ประเทศญี่ปุ่น

comment 1
Things


LINE_logotype_Green

ช่วงเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นช่วงปิดเทอมหน้าร้อนในปีนี้ ผมได้มีโอกาสไปเข้าร่วมโครงการ LINE Summer Internship 2014 ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนเข้าไปฝึกงานกับบริษัท LINE โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกและจัดเนื้อหาเอาไว้สองคอร์สคือ Engineer course ที่จะได้ไปลองทำงานกับทีมวิศวกรของ LINE เป็นเวลาหนึ่งเดือน กับ Business course ที่กินเวลาสั้นกว่าแต่จะได้เข้าร่วมเวิร์กชอปเรื่องการสร้างบริการใหม่ของ LINE โดยในโพสต์นี้ผมจะขอเล่าประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่ผมได้จากการเข้าร่วม Engineering course ให้อ่านกันครับ

การฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่น

ในขณะที่การฝึกงานส่วนใหญ่ที่ไทยนั้นจะกินเวลาตั้งแต่ 1 เดือนครึ่งไปจนถึงหนึ่งเทอม แต่การฝึกงานที่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่นั้นจะกินเวลาเพียงสั้นๆ ไม่กี่วันไปจนถึงสามเดือนและส่วนใหญ่ก็อนุญาตให้นักเรียนมหาวิทยาลัยทุกชั้นปีไม่ว่าจะเป็นปริญญาตรี โทหรือเอกปีการศึกษาไหนก็ได้สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการฝึกงานได้ทั้งหมด
ดังนั้นก็จะมีเด็กบางคนที่สละเวลาตอนช่วงหน้าร้อนเพื่อไปสมัครฝึกงานในหลายๆ ที่กักตุนเอาไว้ เหตุผลที่หลายๆ คนเลือกฝึกงานหลายๆ ที่เพราะจะได้นำประวัติการฝึกงานไว้ยืนยันความสามารถของตัวเองเวลาสมัครงาน รวมไปถึงการทำความรู้จักกับบริษัท วัฒนธรรมองค์กรและยังเป็นการสร้างสายสัมพันธ์อันดีกับบริษัทนั้นๆ ด้วย

การฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นมีกิจกรรมที่หลากหลายมากเพราะความแตกต่างด้านเวลา โดยมีทั้งแบบสั้นๆ ทำได้แค่แนะนำบริษัทและให้ทำ Group Discussion, แบบยาวหน่อยก็อาจจะให้เด็กฝึกงานจับกลุ่มทำโปรเจคแข่งกันทำชิงรางวัล, หรือก็ให้งานอะไรซักอย่างตามที่ได้รับมอบหมาย

การฝึกงานในคอร์ส Engineering

ในฤดูร้อนปีนี้ LINE ก็จัดกิจกรรมฝึกงานเป็นครั้งแรก โดยในคอร์ส Engineering นั้นจะมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับทีมวิศวกรของ LINE เป็นเวลาหนึ่งเดือน

รูปแบบการสมัครก็สามารถแบ่งเป็นสามขั้นคือ กรอกใบสมัครทางหน้าเว็บ โดยจะต้องเล่าประวัติของตัวเองแบบสั้นๆ พร้อมกับบอกว่าถ้าได้รับเลือกแล้วอยากจะทำอะไรที่ LINE บ้าง หากผ่านในขั้นนี้ก็จะต้องทำข้อสอบทางเทคนิค และหากผ่านก็จะต้องเข้าสอบสัมภาษณ์กับทีมวิศวกรเป็นขั้นสุดท้าย หลังจากนี้เด็กฝึึกงานแต่ละคนจะถูกแบ่งให้เข้าไปอยู่ในทีมต่างๆ แล้วทำงานตามที่ตัวเองสนใจร่วมกับสมาชิกคนอื่นในทีม และเมื่อครบเวลาฝึกงานก็เอาผลงานของแต่ละคนมานำเสนอร่วมกัน การฝึกงานในครั้งนี้มีเด็กฝึกงานในคอร์ส Engineering ทั้งหมด 10 คนแบ่งเป็นสามกลุ่มตามจำนวนศูนย์พัฒนาของ LINE แต่ถึงจะเรียกว่าศูนย์พัฒนาก็เถอะ แต่ความจริงก็อยู่รวมกันหมดเดินหากันได้

ออฟฟิศของ LINE ประเทศญี่ปุ่น

สถานที่ที่เด็กฝึกงานได้ฝึกงานกันนั้นก็คือที่สำนักงานใหญ่ของ LINE ที่ชิบุยะ
โดย LINE จะจัดหาที่พักให้สำหรับคนที่ต้องเดินทางมาจากต่างจังหวัด
สำหรับหน้าตาออฟฟิศที่ญี่ปุ่นเป็นยังไงลองดูที่วิดีโอนี้

หรือว่าจะลองดูได้จากโพสท์แนะนำบริษัทนะครับ ถึงจะเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ก็น่าจะพอเห็นภาพกันว่าสภาพออฟฟิศเป็นยังไง อธิบายคร่าวๆ ก็คือแบ่งออกเป็นส่วนของพนักงานกับลูกค้า ส่วนของลูกค้าก็จะมีห้องประชุม ห้องสัมมนา คาเฟ่ แล้วก็พื้นที่ดูวิวที่สามารถไปนั่งทำงานได้หากอยากเปลี่ยนบรรยากาศ

ส่วนพื้นที่ของพนักงานก็คงคล้ายกับออฟฟิศทั่วๆ ไปที่เต็มไปด้วยโต๊ะทำงาน แต่ที่ให้ความรู้สึกไม่เหมือนออฟฟิศทั่วๆ ไปก็ตรงที่ไม่มีพาร์ทิชันมากั้นระหว่างคน แต่ก็ไม่ถึงกับเปิดกว้างขนาดเหมือนนั่งทำงานร่วมกันบนโต๊ะประชุม

จุดที่ผมชอบอีกอย่างก็คือมีพื้นที่ในการประชุมหรือปรึกษาร่วมกันเยอะมาก มีการตั้งโต๊ะเล็กๆ พร้อมเก้าอี้ไว้ให้ มีห้องประชุมหลายห้องทั้งในส่วนของพนักงาน ที่เห็นว่าเป็นห้องที่มีรูปแคแรคเตอร์ของ LINE นี่คือห้องประชุมหมดเลยครับ สวนที่ใช้ร่วมกับลูกค้าที่มาติดต่อธุรกิจ หรือถ้าอยากทานกาแฟระหว่างคุยก็ไปประชุมที่คาเฟ่ได้ไม่ยาก เรียกได้ว่าสร้างบรรยากาศให้การทำงานร่วมกันได้สะดวกรองรับการทำงานได้ทุกสไตล์เลย

พื้นที่ที่ใช้ประชุมงาน

เนื้อหาการฝึกงาน

เมื่อแต่ละคนถูกส่งตัวไปยังแต่ละศูนย์พัฒนาแล้วก็จะได้รับหัวข้อที่จะต้องทำในช่วงฝึกงาน ซึ่งมีทั้งปรับปรุงแก้ไขระบบเดิมที่มีอยู่ พัฒนาระบบเบื้องหลังหรืออัลกอริทึมต่างๆ ให้ดีขึ้น สร้างบอตเพื่อช่วยในการทำงานของพนักงาน รวมไปถึงการสร้างบริการใหม่ๆ ที่สามารถต่อยอดทางธุรกิจได้ สำหรับผมเองผมเลือกเข้าไปที่ศูนย์ของ LINE Game ที่ทำหน้าที่ทั้งหมดเกี่ยวกับเกมทั้งด้านหน้าที่เป็น SDK, ทีมซัพพอร์ตลูกค้า และหน้าที่สำคัญรวมทั้งเป็นทีมที่ผมเข้าไปทำงานด้วยก็คือพัฒนาเซิฟเวอร์แพลตฟอร์มของเกมต่างๆ

สำหรับหัวข้อในการฝึกงานของผมนั้นจะเกี่ยวกับการมอนิเตอร์ระบบของ LINE Game ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรมามากมายหลายอย่างเช่นการใช้งาน Esper สำหรับประมวลผลข้อมูลที่เป็น stream, การใช้งาน Fluentd เพื่อเขียน log file ซึ่งงานลักษณะนี้อาจจะหาได้ยากในบริษัททั่วๆ ไป นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้ทดลองออกแบบและพัฒนาระบบใหม่ๆ ในที่จะถูกนำไปใช้งานจริงร่วมกับรุ่นพี่ในทีมด้วย และเนื่องจากเงื่อนไขของการฝึกงานคือต้องทำหัวข้อที่มอบหมายให้สำเร็จภายในหนึ่งเดือน ดังนั้นเหล่าเมนเตอร์ หรือผู้ดูแลผมตลอดช่วงการฝึกงานก็เลยให้อิสระผมในการทำงานเต็มที่ เช่นถึงคนอื่นๆ จะใช้ Java กันเป็นภาษาหลัก แต่ผมสามารถใช้ภาษาอื่นก็ได้ในการพัฒนา เป็นต้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ดี ผมก็อยากลองทดสอบตัวเองด้วยการใช้ Java ตามคนอื่นไปเหมือนกัน ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ทำให้รู้สึกสนิทกับภาษานี้มากขึ้น ._.

สำหรับการทำงานที่ LINE นั้นค่อนข้างเปิดกว้างมากในเรื่องการแสดงความเห็น หากมีไอเดีย ข้อเสนอแนะหรือเห็นว่าระบที่มีอยู่หรือออกแบบอยู่มีปัญหาอะไรก็สามารถนำมาถกกันเพื่อช่วยกันทำให้ดีขึ้นได้ นอกจากนี้ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะว่ารุ่นพี่เปิดโอกาสให้เด็กฝึกงานได้แสดงความสามารถได้เต็มที่เลยค่อนข้างให้อิสระตามต้องการอีกด้วย และสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นกับทุกที่ไม่ใช่เฉพาะที่ LINE ก็คือเรื่องการทำงานเป็นทีมและการช่วยเหลือกันในทีม เมื่อเราเกิดปัญหาอะไรหรือมีคำถามอะไรเราสามารถเรียกขอความช่วยเหลือได้ทันที ทั้งทาง LINE, อีเมล หรือแม้กระทั่งเดินไปหา ทุกคนในทีมก็พร้อมจะให้ความช่วยเหลือทันที

ประชุม ประชุม และประชุม

ตลอดช่วงการฝึกงานที่ LINE นั้นผมได้เข้าประชุมบ่อยมากโดยทุกวันต้องประชุมกับเมนเตอร์เพื่อรายงานผลการทำงาน ปัญหาที่เจอและวิธีการแก้ปัญหา แนวทางการทำงานต่อ รวมทั้งคุยกับเมนเตอร์ว่ามีความเห็นกับการทำงานในแต่ละวันอย่างไรและเมื่อครบสัปดาห์ก็มีการประชุมของฝ่ายเพื่ออัปเดตให้คนในทีมได้รู้ว่าใครกำลังทำอะไรอยู่ และจะทำอะไรต่อไป นอกจากนี้ยังมีการประชุมย่อยๆ เพื่อดิสคัสเกี่ยวกับระบบที่กำลังออกแบบกันอยู่ด้วย ผมจำได้ว่าในช่วงสัปดาห์แรกผมไม่ได้เขียนโค้ดเลยเพราะเสียเวลาไปกับการประชุมและออกแบบระบบ

สำหรับเด็กฝึกงานก็จะมีกิจกรรมเพื่อนำเสนองานของเราให้เด็กฝึกงานคนอื่นทุกสัปดาห์ นอกจากจะทำให้เรารู้จักงานของคนอื่นๆ มากขึ้นแล้วยังเปิดโอกาสให้เราได้รู้จักกับเมนเตอร์ของศูนย์อื่นๆ ด้วย

เมื่อทำงานไปได้ซักระยะแล้วก็จะมีการทำโค้ดรีวิวกันในทีม โดยสำหรับเด็กฝึกงานนั้นจะทำโค้ดรีวิวเบื้องต้นกับเมนเตอร์ก่อนหนึ่งรอบ เมื่อ refactor เรียบร้อยแล้วก็จะถึงการทำโค้ดรีวิวกันในทีมอีกรอบ โดยเราจะต้องอธิบายโครงสร้างโปรแกรม อธิบายโค้ดแต่ละส่วนให้ทุกคนในทีมฟังว่าโค้ดแต่ละส่วนทำงานอย่างไร รวมถึงเหตุผลด้วยว่าทำไมถึงต้องออกแบบแบบนี้

สุดท้ายผมก็ระลึกขึ้นได้ว่าที่คนญี่ปุ่นทำงานกันดึกๆ นอกจากจะได้รอกลับบ้านช่วงคนไม่เยอะแล้วยังสามารถทำงานได้เต็มที่เพราะไม่มีการประชุมมาขัดจังหวะการทำงานก็ได้

คาเฟ่

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากๆ เลยก็คือการมีคาเฟ่ขายกาแฟราคาย่อมเยาให้พนักงานพร้อมกับพื้นที่นั่งทานกาแฟใหญ่มโหฬารเอาไว้ในออฟฟิศนี่ล่ะ เพราะนอกจากจะใช้รับรองลูกค้าแล้วยังใช้เป็นที่ประชุมงานได้ด้วย เวลาประชุมงานประจำวันก็ประชุมกันที่คาเฟ ประชุมเสร็จก็นั่งอู้ชมวิวเล็กน้อยๆ แล้วค่อยกลับไปทำงาน แล้วก็ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวนะ ดูเหมือนว่าเพื่อนที่ฝึกงานด้วยกันก็ชอบไปสั่งน้ำผลไม้แล้วนั่งทำงานที่คาเฟ่ตอนที่ึคิดงานไม่ค่อยออกด้วยล่ะ

นอกจากนี้ก็ยังมีโซนที่เอาไว้นั่งหรือนอนชมวิวไปทำงานไปด้วยนะ หรือถ้าใครเหนื่อยๆ จะมานอนพักเอาแรงตรงนี้ก็ได้เหมือนกัน

 

ภาพพระอาทิตย์ตกที่ถ่ายจากออฟฟิศของ LINE

 

อาหารเช้าและอาหารเที่ยง

เพื่อเป็นแรงจูงใจให้พนักงานมาทำงานแต่เช้า ทางบริษัทก็เลยจัดเตรียมขนมปัง ข้าวปั้น ผลไม้ โยเกิร์ตมาวางไว้ตรงใกล้ๆ ทางเข้าเพื่อให้พนักงานหยิบไปทานก่อนเข้างานได้ฟรีแต่มีจำนวนจำกัด มีตู้กดน้ำ-ชาเขียวฟรีและซื้อกาแฟได้ในราคาถูก ตอนกลางวันก็มีเบนโตะขายในราคาย่อมเยาด้วย แต่ปัญหาคือในช่วงโอบ้งที่เป็นช่วงหยุดยาวกลับไม่มีการแจ้งล่วงหน้าว่าจะไม่มีอาหารเช้าแจก … ก็ทนหิวกันไป

ส่วนตอนเที่ยงก็มีการขายเบนโตะราคาถูกในออฟฟิศเพื่ออำนวยความสะดวกให้พนักงานจะได้ไม่ต้องออกไปซื้อกินข้างนอกราคาแพงๆ แต่ปกติแล้วพวกผมในทีมก็มักจะออกไปหาร้านอร่อยๆ ทั้งอาหารเกาหลี ญี่ปุ่น จีน ไทย ทานร่วมกันทั้งทีม

ภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร

ปัญหาที่ผมเจอระหว่างการทำงานส่วนใหญ่มาจากเรื่องภาษาเพราะที่ LINE นั้นใช้ภาษาเกาหลีและภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาหลัก ซึ่งทำให้ผมต้องใช้เวลาทำงานมากขึ้นกว่าคนอื่นเพราะต้องเตรียมพรีเซนท์หรือประชุมเป็นภาษาญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยถนัดนั่นเอง

อีกเรื่องก็คือทีมผมค่อนข้างจะมีคนเกาหลีเยอะ ซึ่งมักจะชอบคุยกันจากที่โต๊ะ กับมีกลุ่มที่จะต้องทำงานโทรคุยกับพาร์ทเนอร์อยู่บ่อยๆ บางครั้งก็ทำให้เสียสมาธิอยู่บ้าง แต่เนื่องจากเป็นภาษาที่ผมไม่รู้เรื่องก็เลยเหมือนจะผ่านหูไปโดยไม่สร้างปัญหาเท่าไหร่

ปีหน้า

ผมแอบถามมาว่าปีหน้าจะเปิดรึเปล่าแล้วถ้าเป็นชาวต่างชาติจะสมัครจะได้รึเปล่า คำตอบก็คือปีหน้าก็จะเปิดอีก แล้วก็ไม่ได้ปิดกั้นว่าจะต้องเป็นคนญี่ปุ่นหรืออาศัยในญี่ปุ่นด้วย ชาวต่างชาติก็สามารถสมัครได้ แต่ส่วนตัวผมคิดว่าถ้าได้ภาษาญี่ปุ่นด้วยก็จะยิ่งดีขึ้นนะครับ

สรุป

นี่ก็เป็นบันทึกประสบการณ์คร่าวๆ ที่ผมได้รับมาตลลอดช่วงหนึ่งเดือน ก็หวังว่าพอจะทำให้ผู้อ่านทุกคนเห็นภาพคร่าวๆ ถึงการทำงาน บรรยากาศการฝึกงานนะครับ การฝึกงานครั้งนี้ก็ทำให้ผมได้รู้จักวิธีการทำงานแบบทั้งของญี่ปุ่นและเกาหลี ได้ลองทำงานกับระบบใหญ่ๆ ที่หาได้ยากที่ไทยแถมยังรู้สึกได้เลยว่าทีมวิศวกรทุกคนนั้นตั้งใจพัฒนาระบบและซอฟท์แวร์ก็เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้ของที่ดีมีคุณภาพสมกับความไว้วางใจจริง

หากมีข้อสงสัยอะไรหรืออธิบายตรงไหนไม่เคลียร์ก็สามารถคอมเม้นท์ทิ้งไว้ได้เลยนะครับ จะพยายามตอบให้เท่าที่ตอบได้

ปล. ถึงผมจะฝึกงานที่แผนกเกม แต่ผมก็เติมเพชรให้ใครไม่ได้นะครับ

เพิ่มเติม: ผมจะเอาบล็อกของเพื่อนเด็กฝึกงานคนอื่นมาลงไว้ที่นี่นะครับ รวมทั้ง twitter ด้วย ใครสนใจก็ลองกดเข้าไปดูได้ครับ ทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่นนะครับ ก็อาศัย Google Translate เอาก็น่าจะช่วยได้

  • http://cocodrips.hateblo.jp/entry/2014/08/30/224335 สาวน้อย Python ไอดอลผู้ชื่นชอบการเขียนโปรแกรมแข่งขันเป็นชีวิตจิตใจ
  • http://blog.hktechno.net/2014/08/line.html นักเรียนวิศวคอมที่เก่งกาจไปทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม
  • @uc18uc เพื่อนร่วมทีมศูนย์พัฒนาที่สองที่ฝึกงานมาแล้วหลากหลายบริษัท
  • @reobaa0521 คุณน้องปีสี่มหาวิทยาลัยหญิงล้วนที่ต้องสู้กับเทั้งหัวข้อการฝึกงานและการสอบเข้าป.โทไปพร้อมๆ กัน
  • @shigehiroppi คนเดียวที่ได้ทำหัวข้อออกแนวงานวิจัยเกี่ยวกับการประมวลผลภาพ
  • Amy lala

    พี่ค้าา สนใจมากๆเลยค่ะ ขออีเมล์พี่ได้มั้ยคะ
    หนูได้ N1 แล้วเรียนBusiness ปี1อยู่พอดีเลยสนใจมากๆเลยอ่าค่ะ

    อยากปรึกษาอ่าค่ะ ><

    อันนี้เมล์เอมี่นะคะ
    amysmallworld@gmail.com