japan

ใบนัดฟังผลวีซ่าญี่ปุ่นหาย

ผมเพิ่งไปขอวีซ่าญี่ปุ่นมา ขั้นเตรียมเอกสารค่อนข้างง่ายเพราะในเว็บของสถานฑูตมีข้อมูลละเอียดมาก หลังจากยื่นขอวีซ่าที่สถานฑูตแล้วเค้าก็นัดให้มารับหนังสือคืนในเวลาที่กำหนดพร้อมชำระเงินค่าธรรมเนียมโดยจะให้ใบนัดมาหนึ่งใบเล็กๆ เราต้องเอาใบนี้ไปยื่นในวันเวลาดังกล่าว

ก่อนออกจากบ้านในวันนัด ผมก็เอาใบนัดใส่ในแฟ้มเอกสารไว้ แต่เเพราะไปติดต่อธุระหลายที่มาก่อนเลยอาจจะทำให้ลืมใบนัดไว้ที่ไหนซักแห่ง กว่าจะรู้ตัวว่าทำเจ้าใบนัดใบนี้หายไปก็ตอนอยู่ในสถานฑูตแล้ว กดบัตรคิวไปแล้วด้วย ตอนแรกตกใจมากไม่รู้จะทำยังไง ควานหาทั้งกระเป๋าอยู่สามสี่รอบก็ไม่เจอ ถามคนข้างๆที่ดูท่าว่าจะเชี่ยวชาญเค้าก็เลยแนะนำว่าให้กดบัตรคิวช่อง C แล้วถามเจ้าหน้าที่ดีกว่า

หลังจากสอบถามเจ้าหน้าที่เรียบร้อย ข้อสรุปก็คือ

  • ใจเย็น ๆ มีสติ คิดว่าทุกอย่างแก้ไขได้
  • ถ่ายเอกสารบัตรประชาชน เซ็นรับรองสำเนาถูกต้องให้เรียบร้อย ด้านนอกสถานฑูตเดินไปทางตึก All Season จะเจอร้านถ่ายเอกสารอยู่
  • รอจนไม่มีคนต่อคิวรับหนังสือแล้วค่อยเดินไปติดต่อที่ช่องติดต่อ 5 บอกเจ้าหน้าที่ว่า ทำใบนัดหายหรือไม่ได้เอามา ให้ช่วยหาพาสปอร์ตให้หน่อย พร้อมบอกประเภทที่ยื่นขอไปด้วยจะช่วยเจ้าหน้าที่ได้มาก ตอนที่ผมได้ติดต่อนั่นก็สามโมงสี่สิบซึ่งก็เกือบจะหมดเวลารับแล้ว
  • ที่ต้องรอให้คนหมดเพราะหนังสือเดินทางในแต่ละวันจะเยอะมาก และทั้งหมดต้องหาด้วยมือ ดังนั้นถ้าเป็นช่วงที่คนเยอะหรือหนังสือยังเยอะอยู่ จะทำให้คนอื่นที่พร้อมกว่าและมีใบนัดเรียบร้อยเสียเวลามาก
  • เซ็นว่ารับหนังสือเดินทางแล้วลงในสำเนาบัตรประชาชนที่เรายื่นเมื่อกี้เมื่อได้รับหนังสือเดินทางคืนและชำระเงินแล้ว

คำแนะนำของผมก็คือ ถ้ารู้ว่าหายตั้งแต่ก่อนไปสถานฑูตก็แนะนำว่าให้เตรียมเอกสารให้เรียบร้อยและไปสถานฑูตช่วงสามโมงครึ่งนี่แหละจะได้ไม่ต้องรอนาน แต่เอกสารสำคัญอย่างนี้ควรจะรักษาให้ดี อย่าทำหายแบบผม

ราเมง

ใครที่เคยกินราเมงญี่ปุ่นเค้าบอกผมว่า ราเมงญีปุ่นนั้นมีอยู่สองรส คือเค็มกับมัน

ผมก็พอจะเคยกินอยู่บ้าง ครั้งสองครั้ง ไม่ได้ไปถึงญี่ปุ่นหรอก กินในเมืองไทยนี่แหละ

ส่วนโออิชิราเมง ถึงจะชื่อญี่ปุ่นแต่เป็นของคนไทย รสชาติมันก็เลยไม่เค็มกับมัน มีรสอื่นๆผสมอยู่ด้วย

เมื่อก่อนก็เคยกินนะ รู้สึกรสชาติโอเค แต่หลังๆเหมือนมันดรอปลง

ไม่รู้ว่าเพราะโออิชิเปลี่ยนรส หรือลิ้นผมมันไม่คุ้นเอง

แต่ที่แน่ๆเพื่อนผมบอกว่า อาหารชาติไหนก็ตาม กินที่เมืองไทยอร่อยที่สุด

แล้วพบกันใหม่

หมดเวลาสวัสดี

Let's Translate

เมื่อก่อนเคยคิดว่าในการทำงานในวงจรการพััฒนาโปรแกรมทั้งหมดเนี่ย การแปลเป็นงานที่น่าเบื่อและไม่เห็นจำสำคัญตรงไหนเลย แต่แล้วความคิดก็มาเปลี่ยนเมื่อเร็วๆนี้นี่แหละ ที่ทำให้คิดว่า งานแปลนี่แหละที่จะช่วยให้ประเทศมีภูมิปัญญาสู้กับคนอื่นได้บ้าง

ยกตัวอย่างใกล้ตัวที่สุดเลยก็คือญี่ปุ่น เมื่อก่อนก็พอจะรู้มาบ้างว่าคนญี่ปุ่นไม่ค่อยเก่งภาษาอังกฤษ มารู้ซึ้งกับตัวก็ตอนต้นปีนี่แหละว่า คนญี่ปุ่นทั่วๆไปก็ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษไปกว่าประเทศไทยซักเท่าไหร่ แต่ทำไมจำนวนคนเก่งๆของญี่ปุ่นถึงเยอะกว่าเมืองไทยเยอะ นั่นคงเพราะว่าประเทศญี่ปุ่นมีอัตราการอ่านออกเขียนได้สูงมาก แล้วคนเค้าก็ขยันกว่าบ้านเรา แต่สิ่งหนึ่งที่นึกขึ้นมาได้ก็คือ จะเป็นเพราะเค้ามีตำราที่เป็นภาษาญี่ปุ่นอยู่มากเลยทำให้ภาษาไม่ใช่ปัญหาในการเรียนรู้

มีเพื่อนมาถามบ่อยๆว่าถ้าอยากรู้เรื่องนี้ จะไปหาอ่านได้ที่ไหน พอให้เว็บไปก็บ่นกลับมาว่า อยากได้เป็นภาษาไทย ไม่มีเหรอ ภาษาอังกฤษขี้เกียจอ่าน อ่านไม่ออก พอมาถึงวันนี้ก็เลยถึงบางอ้อว่า ถ้าเรามีข้อมูล เนื้อหา หรือความรู้ที่เป็นภาษาไทยแล้วล่ะก็ "ค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้" มันคงจะลดลงแล้วก็น่าจะทำให้ความสามารถโดยรวมสูงขึ้นแน่ๆ แต่นั่นก็แสดงว่าความรู้ที่อยู่ในรูปแบบภาษาไทยจะต้องให้ข้อมูลได้แบบเดียวกับที่เป็นอยู่ในภาษาต่างประเทศ ถ้าเป็นแบบอังกฤษอย่างไทยอย่างแบบนั้นมันคงไม่ได้ผลซักเท่าไหร่

ปิดท้ายด้วยรูปนี้แล้วกัน fb

ผีซ่าส์กับฮานาดะ

ทั้งๆที่เมื่อก่อนติดการ์ูตูนช่องเก้ามากแท้ๆ แต่พอขึ้นม.ปลายแล้วก็ไม่ได้ดูการ์ตูนอีกเลยเนื่องจากว่าต้องตื่นไปเรียนพิเศษ แล้วพอเข้ามหาลัยก็มีกิจกรรม งาน หรือไม่ก็อยากตื่นสายๆเลยทำให้หยุดดูการ์ตูนไปโดยปริยาย