japan

สองเดือนผ่านไป

ต่อจากคราวที่แล้วที่ครบรอบหนึ่งเดือน คราวนี้ขอเป็นเรื่องสั้นๆหลายๆเรื่องรวมกันละกัน

ญี่ปุ่นเหมือนเป็นประเทศเดียวที่ห้ามคุยโทรศัพท์บนรถไฟ เมื่อวานคนต่างชาติที่เรียนด้วยกันทุกคนก็บอกเหมือนกันว่าที่ประเทศก็ใช้โทรศัพท์ได้ทุกที่ไม่ว่าจะบนรถไฟ รถเมล์ อาจจะเป็นเพราะรถไฟญี่ปุ่นเงียบมาก ถ้าเกิดมีคนคุยโทรศัพท์ขึ้นมาซักคนคงจะรำคาญและหนวกหูล่ะมั้ง แต่ถ้าคุยกันธรรมดาบนรถไฟก็ไม่เป็นไร ถ้าเป็นเมืองไทยนี่ยังไงก็โดนเสียงโทรทัศน์รบกวนอยู่แล้ว

ข้าวแดงญี่ปุ่น หน้าตาเหมือนข้าวเหนียวถั่วแดงบ้านเรา เป็นข้าวที่ใช้กินในงานมงคล วิธีทำแสนง่าย หุงข้าวผสมข้าวเหนียวแล้วใส่ถั่วแดงเข้าไปด้วย เป็นอันเสร็จพิธี

ขยะที่นี่ไม่มีขยะแห้ง ขยะเปียก แต่ละเขตแยกไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่ก็แยกเป็น

  • เผาง่าย พวกเศษอาหาร กระดาษ
  • เผาไม่ได้(บางเขตเรียกเผายาก) พลาสติก
  • ขวดแก้ว
  • กระป๋อง
  • ขวดเพท เวลาทิ้งต้องดึงฉลากพลาสติกกับฝาออกไปทิ้งรวมกับพลาสติก เหลือแต่ขวดเปล่าด้วย
  • บางเขต (เช่นเขตที่อยู่ตอนนี้) จะแยกกล่องนมออกมาจากพวกขยะเผาง่าย และแยกโฟมอาหารออกจากพลาสติก และแยกขนะพลาสติกออกจากเผาไม่ได้ ตัวอย่างของพวกที่เผาไม่ได้ เช่น ฟอลย์อลูมิเนียมทำอาหาร ร่มพังแล้ว หลอดไฟ มีด ถ่านไฟฉาย เป็นต้น
  • ของชิ้นใหญ่ พวกจักรยาน ที่นอน หมอน โซฟา ตู้ แอร์ ทีวี ตู้เย็น คอม พวกนี้เวลาทิ้งจะต้องโทรเรียกเค้ามารับ แล้วต้องเสียเงินค่าทิ้งด้วย คนเลยนิยมให้ของเก่ากับคนที่อยากได้ไปมากกว่า

เพื่อความไม่สับสน บางเขตก็จะแจกตารางแยกขยะมาให้ว่าของอะไรเป็นขยะแบบไหน พร้อมวันที่ทิ้งขยะ ถ้าใครไม่มีปฏิทินก็ไปเอามาใช้แทนได้เหมือนกัน ตอนที่ได้มาเป็นตารางภาษาญี่ปุ่น แต่จริงๆแล้วมีภาษาจีนกับอังกฤษด้วย แต่ว่ามันหมดก่อน

ประเภทขยะ
ปฏิทินทิ้งขยะ

เวลามาญี่ปุ่นแล้วเห็นถังขยะเยอะๆแล้วคงไม่ต้องแปลกใจ

ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถ้าเข้า Onemanga จากที่ญี่ปุ่นหน้าแรกจะขึ้นว่า maintenance ตลอดเวลา ต้องเข้าไปที่หน้าอื่นแล้วจะดูได้ปกติ

Thai Festival ที่นี่ คนเยอะเหมือนอยู่ในงานหนังสือวันหยุด ร้านอาหารประมาณ 30 ร้าน คนแน่นตลอดเวลาจนงานเลิก

ราเม็งรถเข็นหาได้แค่ตอนดึกๆ ไม่เคยเห็นตอนกลางวัน กลุ่มเป้าหมายคือพวกออกจากผับ

ถ้าไปเที่ยวกลางคืน ไม่กลับเร็วก่อนรถไฟเที่ยวสุดท้ายก็ต้องอยู่ถึงเช้าไปเลย เพราะกลับไม่ได้ ค่าแท็กซี่แพงมาก แต่ละคันราคาเริ่มต้นไม่เท่ากันด้วย แอบคิดว่ารถแท็กซี่ญี่ปุ่นมันดูทางก๊ารทางการแฮะ

โอเฮี้ย(ไม่ใช่ไอเฮียที่เป็นวงดนตรี) แปลว่าน้ำเย็น ชุ่ยแปลว่าระวัง คิเร(ออกเสียงคล้ายๆ ขี้เหร่)แปลว่าน่ารัก เรียบร้อย ส่วนคำว่าหนวกหูจริงๆใช้ว่า อุรุไซ แต่คนญี่ปุ่นสอนมาว่ามีคำอื่นด้วย (姦しい) ตัวคันจิมาจากผู้หญิงสามคนอยู่ด้วยกัน

เท่าที่เห็น เสื้อผ้าผู้หญิงจะเต็มไปด้วยลายดอกไม้ ไม่แปลกใจว่าทำไมในเรื่อง Kekkon dekinai otoko ถึงกับมีตอนนึงที่บอกว่าผิดตรงไหนที่ไม่ชอบลายดอกไม้

ระบบเมสเสจในมือถือของญี่ปุ่นแปลกกว่าที่อื่นเพราะใช้อีเมล แต่ประเทศอื่นทั้งเกาหลี จีน และอื่นๆ ก็ใช้เบอร์โทรศัพท์กันทั้งนั้น

คำว่า 手紙 (อ่านว่าเทะกามิ) แปลว่าจดหมาย แต่ในประเทศจีน แปลว่ากระดาษทิชชู่

หมาญี่ปุ่นร้อง วัง วัง แมวจีนร้อง เมียวเมียว นกเกาหลีร้องเจ๊กๆ แต่ไม่ว่าจะชาติไหน อีกาก็ร้องเสียง กา เหมือนกันหมด

ไว้ต่อคราวหน้า

a month has passed

in

ครบรอบหนึ่งเดือนที่ได้ใช้ชีวิตในญี่ปุ่น

ช่วงที่ไปถ้าบอกว่าเป็นหน้าหนาวก็คงอาจจะเชื่อ เพราะอุณหภูมิ ณ โตเกียว เฉลี่ยน่าจะอยู่ต่ำกว่าสิบองศา ทั้งๆที่ปกติแล้วน่าจะสูงกว่านี้ บวกกับฝนที่จะตกทำไมเกือบทุกวันก็ไม่รู้ ทำให้อากาศมันหนาวแบบสุด ๆ ไปเลย

ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเจอฝนอยู่แบบเดียวคือ ตกก็ตกทั้งวัน จะเบาจะแรง มันก็ตกอยู่นั่นแหละ วันไหนไม่ตกมันก็ไม่ตกเลยเกือบทั้งวัน ยังไม่เคยเห็นแบบตกชั่วโมงสองชั่วโมงแล้วแดดเปรี้ยงฟ้าใส อาจจะเพราะยังไม่ถึงฤดูที่เป็นแบบนั้นก็เป็นได้ โชคดีที่พยากรณ์อากาศที่นี่ค่อนข้างเชื่อได้ในระดับหนึ่ง ทำให้รู้ว่าออกจากบ้านควรจะพกร่มด้วยหรือไม่ เวลาเข้าตึกหรือร้านต่างๆ หลายๆ ร้านก็เตรียมที่วางที่แขวนร่มไว้ให้ทำให้การพกร่มไม่ใช่เรื่องลำบากเท่าไหร่ และด้วยความที่ฝนมันตกตลอดปีตลอดชาติ เลยเข้าใจว่าร่มที่นี่ก็คงจะเป็นสินค้าที่มีขายตลอดปีตลอดชาติและมีขายทุกหนทุกแห่ง ต่อให้ลืมเอาร่มออกจากบ้านขอเพียงมีเงินก็หาร่มได้ไม่ยากตามร้านสะดวกซื้อทั้งหลาย

การเดินทางในโตเกียว ปกติใช้เท้าเป็นพาหนะหลัก ใช้รถไฟเป็นพาหนะรอง นานๆจะใช้รถประจำทางซักที ด้วยเหตุผลที่ว่ารถประจำทางมันแพง ปกติถ้าไม่ไกลมากก็จะใช้วิธีเดินเอาตลอด เพราะทางเท้าที่นี่เข้าขั้นดีมาก สะอาด ไม่มีน้ำขังเจิ่งนอง ไม่มีรถเข็นขายของเกะกะ ไม่มีทางเท้ากระโดกกระเดก เนื่องจากอากาศที่นี่เย็นก็ช่วยให้เดินสบายขึ้นมากแล้ว ถึงจะเป็นเนินเยอะๆ ก็ยังรับไหว ส่วนรถไฟญี่ปุ่นเป็นอะไรที่น่าประทับใจมาก ที่นั่งมีเยอะแยะ มีที่วางของเหนือหัว ถึงโฆษณาบนรถไฟจะเยอะก็เถอะ แต่ก็ไม่มีเสียงโฆษณาโหวกเหวกเสียงดัง ตอนมาญี่ปุ่นครั้งแรกโดนขู่ว่ารถไฟญี่ปุ่นขึ้นยาก ซับซ้อน ตอนนั้นด้วยข้อจำกัดด้านเวลาทำให้ไม่มีโอกาสขึ้นรถไฟ คราวนี้พอมาขึ้นเองรู้สึกว่ามันจะปวดหัวตรงที่จะซื้อตั๋วราคาเท่าไหร่นี่แหละ ส่วนขึ้นยังไงก็ถ้าอ่านภาษาอังกฤษออกก็ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะในโตเกียวก็มีป้ายบอกทางเป็นภาษาอังกฤษหมด เห็นแบบนี้แล้วน่ากลับไปเขกคนขู่ซักทีสองที

รถไฟญี่ปุ่นเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่น่าง่วงมาก วันแรกเลยช่วงนั่งรถไฟขากลับก็หลับปุ๋ย คงเพราะอากาศในรถไฟมันอุ่นสบายแถมฮีทเตอร์เป่าตรงเท้ามันก็ช่วยทำให้เก้าอี้อุ่นไปด้วย นั่งสบายสุดๆ รถไฟเองมันก็ขโยกขเยก ถ้าได้นั่งนี่เป็นหลับทุกที และคาดว่าคงเป็นเช่นไปตลอด

ที่ประทับใจที่สุดคือที่สถานีมีตารางการเดินรถให้ทั้งบอกว่าจะมีรถไฟออกตอนกี่โมง และบอกว่าจากสถานีที่เราขึ้นจะถึงสถานีปลางทางภายในเวลาประมาณกี่นาที ซึ่งแบบนี้มันดีกว่ามาบอกว่ารถไฟถึงตรงเวลามากกว่า 90% เยอะเลยเพราะก็ไม่รู้อยู่ดีว่ารถคันที่มานี่มันตรงหรือไม่ตรงเวลากันแน่

การขึ้นรถไฟในช่วงเวลาเร่งด่วน หากได้นั่งถือเป็นโชคอยากมากมายมหาศาล ด้วยปริมาณคนที่ล้นทะลักจนแน่น เพื่อนหลายคนเรียกอาการนี้ว่าไปจุติเป็นนางฟ้า เป็นเทวดา เพราะเท้าไม่ติดพื้นก็ยังยืนอยู่ได้ เยอะแค่ไหนลองดูจากวิดีโอข้างล่างเอา

ของจริงมันก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นแบบนี้ทุกสถานี แต่ว่ามันก็ใกล้เคียง ครั้งแรกที่ได้ขึ้นตอนแปดโมง จำได้เลยว่าวันนั้นฝนตก รถก็วิ่งอย่างช้าเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ คนแน่นเป็นหมูกระป๋อง หลุดออกมาทีนี่เหมือนผ่านสงครามโลกมาสามครั้งจนไม่แปลกใจหากจะเกิดมีผู้หญิงโดนทำอะไรบนนั้น ที่แย่อีกอย่างคือเพราะคนมันแน่นมากทำให้แอบกลัวว่าถ้ามีใครบนรถเป็นโรคติดต่ออะไรร้ายแรงนี่มีหวังติดยกคันกันแน่ๆ ถึงตอนนี้ก็ยังไม่อยากคิดว่าหน้าร้อนจะเป็นยังไง

ข้อดีของรถไฟที่นี่อีกอย่างคือมันมีห้องน้ำในสถานี เกิดอยากเข้าห้องน้ำก็แค่โดดลงจากรถ หาห้องน้ำแล้วก็ขึ้นรถต่อ ไม่ต้องกังวลว่าจะหาห้องน้ำได้ที่ไหนเลย ห้องน้ำห้องผู้ชายที่นี่ส่วนใหญ่ตามสถานีก็สะอาดพอสมควร ร้อยละ 95 เป็นโถแบบอัตโนมัติไม่ต้องกดน้ำ แต่อาจจะไม่มีชักโครกซึ่งพอเป็นส้วมแบบเก่า มันอภิมหาน่าตื่นเต้นมาก ลองจินตนาการถึงโถส้วมแบบนั่งยองๆบ้านเรา แต่ว่าราบเรียบแนบไปกับพื้นดูสิ ส่วนห้องผู้หญิงมิอาจทราบได้

สำหรับอาหารการกินค่อนข้างแพง เพื่อนบอกว่าให้ตัดเลขศูนย์ด้านท้ายออกจะได้ราคาที่ชดเชยค่าครองชีพจิปาถะแล้ว พอดูๆไปก็ราคาไม่ต่างกับเมืองไทยเท่าไหร่นัก ถูกที่สุดก็ข้าวหน้าเนื้อ 200-300 เยน หรือกินแซนด์วิชอันละร้อยกว่าสองร้อย ส่วนผักที่นี่หากินยากมากแล้วก็แพงมากด้วย ใครอยู่ใกล้ร้าน Lawson 100 ที่เน้นขายสินค้าพวกของกินในราคา 100 เยนเปิดตลอด 24 ชั่วโมงก็โชคดีไป เพราะจะมีสินค้าจำพวกที่ทำกินทีสองทีหมดวางขายอยู่ด้วย และสิ่งที่น่าไปลิ้มลองสำหรับคนไทยนอกเหนือจากอาหารขึ้นชื่อทั้งหลายก็คือร้านยาโยอิ ที่เป็นเจ้าของเชนยาโยอิในเมืองไทยที่เอ็มเคซื้อมานั่นแหละ ขอย้ำว่ายาโยอิที่นี่ อร่อยกว่าที่เมืองไทยมากๆ

ส่วนเรื่องขนมและของหวาน สามาถหาอร่อยๆได้เกือบทุกหนทุกแห่ง แต่เนื่องจากเป็นพวกไม่เชี่ยวชาญการค้นหาของหวานเลยขอข้ามไปเลยแล้วกัน

ผลไม้ราคาแพงมาก สับปะรดหนึ่งซีกเล็กๆเสียบไม้ราคาร้อยเยน เป็นราคาที่บ้านเราซื้อได้ประมาณครึ่งลูก ทำใจกินไม่ลงเลยไม่รู้ว่ารสชาติต่างกันยังไง กล้วยหอมที่นี่ไม่ได้ขายเป็นหวี ขายเป็นลูกๆละ หกสิบเยน แถมจืดๆชืดๆ ไม่อร่อยเหมือนกล้วยบ้านเราที่จะออกหอมหวาน แอปเปิ้ลมีตั้งแต่ลูกละร้อยเยนไปจนลูกละห้าร้อยเยน ไม่ทราบว่าจะแพงไปไหนเช่นกัน ที่กินบ่อยที่สุดน่าจะเป็นสตรอเบอรี่เพราะมีขายในร้าน Lawson 100 แต่ขายราคาแพคละ 200 แพคไม่ใหญ่ แต่ก็กินให้หายอยากได้เหมือนกัน

นมกล่องที่นี่เจอแต่ที่เป็นแบบนมโอวัลตินเมื่อก่อนที่ตรงข้างบนจะเป็นจีบๆ ไม่ค่อยเจอที่เป็นกล่องแบบนมยูเอชทีบ้านเราเท่าไหร่ สนนราคาพอๆกับน้ำชาทั่วไป 500ml ราคาอยู่ราวๆ 130 - 150 มีทั้ง นม นมรสกาแฟ ชานม โกโก้ แล้วก็น้ำผลไม้ ชา ชารสผลไม้มากมายนับไม่ถ้วน ยังไม่นับโยเกิตดื่มอีกสองสามยี่ห้อ แต่ยังไม่ยักกะเห็นว่ามียาคูลท์ขายรึเปล่า ส่วนเบียร์นี่เยอะมากจนเลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว

เวลาทำอะไรก็ต้องต่อคิวเป็นธรรมดา ที่ไม่ธรรมดาคือคนญี่ปุ่นคงชอบต่อคิวกันมาก ต่อทียี่สิบสามสิบคนก็ยังต่อคิวกินกันประหนึ่งว่าการรอคอยจะทำให้อาหารอร่อยขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ได้ยินว่าถ้าไปสวนสนุกช่วงวันหยุดนี่อาจจะต้องรอคิวสองชั่วโมงต่อการเล่นเครื่องเล่นหนึ่งรอบกันเลยทีเดียว น่ากลัวชะมัด

เอาไว้ต่อครั้งหน้าหากมีอารมณ์เขียนต่อ

ใบนัดฟังผลวีซ่าญี่ปุ่นหาย

ผมเพิ่งไปขอวีซ่าญี่ปุ่นมา ขั้นเตรียมเอกสารค่อนข้างง่ายเพราะในเว็บของสถานฑูตมีข้อมูลละเอียดมาก หลังจากยื่นขอวีซ่าที่สถานฑูตแล้วเค้าก็นัดให้มารับหนังสือคืนในเวลาที่กำหนดพร้อมชำระเงินค่าธรรมเนียมโดยจะให้ใบนัดมาหนึ่งใบเล็กๆ เราต้องเอาใบนี้ไปยื่นในวันเวลาดังกล่าว

ก่อนออกจากบ้านในวันนัด ผมก็เอาใบนัดใส่ในแฟ้มเอกสารไว้ แต่เเพราะไปติดต่อธุระหลายที่มาก่อนเลยอาจจะทำให้ลืมใบนัดไว้ที่ไหนซักแห่ง กว่าจะรู้ตัวว่าทำเจ้าใบนัดใบนี้หายไปก็ตอนอยู่ในสถานฑูตแล้ว กดบัตรคิวไปแล้วด้วย ตอนแรกตกใจมากไม่รู้จะทำยังไง ควานหาทั้งกระเป๋าอยู่สามสี่รอบก็ไม่เจอ ถามคนข้างๆที่ดูท่าว่าจะเชี่ยวชาญเค้าก็เลยแนะนำว่าให้กดบัตรคิวช่อง C แล้วถามเจ้าหน้าที่ดีกว่า

หลังจากสอบถามเจ้าหน้าที่เรียบร้อย ข้อสรุปก็คือ

  • ใจเย็น ๆ มีสติ คิดว่าทุกอย่างแก้ไขได้
  • ถ่ายเอกสารบัตรประชาชน เซ็นรับรองสำเนาถูกต้องให้เรียบร้อย ด้านนอกสถานฑูตเดินไปทางตึก All Season จะเจอร้านถ่ายเอกสารอยู่
  • รอจนไม่มีคนต่อคิวรับหนังสือแล้วค่อยเดินไปติดต่อที่ช่องติดต่อ 5 บอกเจ้าหน้าที่ว่า ทำใบนัดหายหรือไม่ได้เอามา ให้ช่วยหาพาสปอร์ตให้หน่อย พร้อมบอกประเภทที่ยื่นขอไปด้วยจะช่วยเจ้าหน้าที่ได้มาก ตอนที่ผมได้ติดต่อนั่นก็สามโมงสี่สิบซึ่งก็เกือบจะหมดเวลารับแล้ว
  • ที่ต้องรอให้คนหมดเพราะหนังสือเดินทางในแต่ละวันจะเยอะมาก และทั้งหมดต้องหาด้วยมือ ดังนั้นถ้าเป็นช่วงที่คนเยอะหรือหนังสือยังเยอะอยู่ จะทำให้คนอื่นที่พร้อมกว่าและมีใบนัดเรียบร้อยเสียเวลามาก
  • เซ็นว่ารับหนังสือเดินทางแล้วลงในสำเนาบัตรประชาชนที่เรายื่นเมื่อกี้เมื่อได้รับหนังสือเดินทางคืนและชำระเงินแล้ว

คำแนะนำของผมก็คือ ถ้ารู้ว่าหายตั้งแต่ก่อนไปสถานฑูตก็แนะนำว่าให้เตรียมเอกสารให้เรียบร้อยและไปสถานฑูตช่วงสามโมงครึ่งนี่แหละจะได้ไม่ต้องรอนาน แต่เอกสารสำคัญอย่างนี้ควรจะรักษาให้ดี อย่าทำหายแบบผม

ราเมง

ใครที่เคยกินราเมงญี่ปุ่นเค้าบอกผมว่า ราเมงญีปุ่นนั้นมีอยู่สองรส คือเค็มกับมัน

ผมก็พอจะเคยกินอยู่บ้าง ครั้งสองครั้ง ไม่ได้ไปถึงญี่ปุ่นหรอก กินในเมืองไทยนี่แหละ

ส่วนโออิชิราเมง ถึงจะชื่อญี่ปุ่นแต่เป็นของคนไทย รสชาติมันก็เลยไม่เค็มกับมัน มีรสอื่นๆผสมอยู่ด้วย

เมื่อก่อนก็เคยกินนะ รู้สึกรสชาติโอเค แต่หลังๆเหมือนมันดรอปลง

ไม่รู้ว่าเพราะโออิชิเปลี่ยนรส หรือลิ้นผมมันไม่คุ้นเอง

แต่ที่แน่ๆเพื่อนผมบอกว่า อาหารชาติไหนก็ตาม กินที่เมืองไทยอร่อยที่สุด

แล้วพบกันใหม่

หมดเวลาสวัสดี

Let's Translate

เมื่อก่อนเคยคิดว่าในการทำงานในวงจรการพััฒนาโปรแกรมทั้งหมดเนี่ย การแปลเป็นงานที่น่าเบื่อและไม่เห็นจำสำคัญตรงไหนเลย แต่แล้วความคิดก็มาเปลี่ยนเมื่อเร็วๆนี้นี่แหละ ที่ทำให้คิดว่า งานแปลนี่แหละที่จะช่วยให้ประเทศมีภูมิปัญญาสู้กับคนอื่นได้บ้าง

ยกตัวอย่างใกล้ตัวที่สุดเลยก็คือญี่ปุ่น เมื่อก่อนก็พอจะรู้มาบ้างว่าคนญี่ปุ่นไม่ค่อยเก่งภาษาอังกฤษ มารู้ซึ้งกับตัวก็ตอนต้นปีนี่แหละว่า คนญี่ปุ่นทั่วๆไปก็ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษไปกว่าประเทศไทยซักเท่าไหร่ แต่ทำไมจำนวนคนเก่งๆของญี่ปุ่นถึงเยอะกว่าเมืองไทยเยอะ นั่นคงเพราะว่าประเทศญี่ปุ่นมีอัตราการอ่านออกเขียนได้สูงมาก แล้วคนเค้าก็ขยันกว่าบ้านเรา แต่สิ่งหนึ่งที่นึกขึ้นมาได้ก็คือ จะเป็นเพราะเค้ามีตำราที่เป็นภาษาญี่ปุ่นอยู่มากเลยทำให้ภาษาไม่ใช่ปัญหาในการเรียนรู้

มีเพื่อนมาถามบ่อยๆว่าถ้าอยากรู้เรื่องนี้ จะไปหาอ่านได้ที่ไหน พอให้เว็บไปก็บ่นกลับมาว่า อยากได้เป็นภาษาไทย ไม่มีเหรอ ภาษาอังกฤษขี้เกียจอ่าน อ่านไม่ออก พอมาถึงวันนี้ก็เลยถึงบางอ้อว่า ถ้าเรามีข้อมูล เนื้อหา หรือความรู้ที่เป็นภาษาไทยแล้วล่ะก็ "ค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้" มันคงจะลดลงแล้วก็น่าจะทำให้ความสามารถโดยรวมสูงขึ้นแน่ๆ แต่นั่นก็แสดงว่าความรู้ที่อยู่ในรูปแบบภาษาไทยจะต้องให้ข้อมูลได้แบบเดียวกับที่เป็นอยู่ในภาษาต่างประเทศ ถ้าเป็นแบบอังกฤษอย่างไทยอย่างแบบนั้นมันคงไม่ได้ผลซักเท่าไหร่

ปิดท้ายด้วยรูปนี้แล้วกัน fb

ผีซ่าส์กับฮานาดะ

ทั้งๆที่เมื่อก่อนติดการ์ูตูนช่องเก้ามากแท้ๆ แต่พอขึ้นม.ปลายแล้วก็ไม่ได้ดูการ์ตูนอีกเลยเนื่องจากว่าต้องตื่นไปเรียนพิเศษ แล้วพอเข้ามหาลัยก็มีกิจกรรม งาน หรือไม่ก็อยากตื่นสายๆเลยทำให้หยุดดูการ์ตูนไปโดยปริยาย