ครบรอบหนึ่งเดือนที่ได้ใช้ชีวิตในญี่ปุ่น
ช่วงที่ไปถ้าบอกว่าเป็นหน้าหนาวก็คงอาจจะเชื่อ เพราะอุณหภูมิ ณ โตเกียว เฉลี่ยน่าจะอยู่ต่ำกว่าสิบองศา ทั้งๆที่ปกติแล้วน่าจะสูงกว่านี้ บวกกับฝนที่จะตกทำไมเกือบทุกวันก็ไม่รู้ ทำให้อากาศมันหนาวแบบสุด ๆ ไปเลย
ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเจอฝนอยู่แบบเดียวคือ ตกก็ตกทั้งวัน จะเบาจะแรง มันก็ตกอยู่นั่นแหละ วันไหนไม่ตกมันก็ไม่ตกเลยเกือบทั้งวัน ยังไม่เคยเห็นแบบตกชั่วโมงสองชั่วโมงแล้วแดดเปรี้ยงฟ้าใส อาจจะเพราะยังไม่ถึงฤดูที่เป็นแบบนั้นก็เป็นได้ โชคดีที่พยากรณ์อากาศที่นี่ค่อนข้างเชื่อได้ในระดับหนึ่ง ทำให้รู้ว่าออกจากบ้านควรจะพกร่มด้วยหรือไม่ เวลาเข้าตึกหรือร้านต่างๆ หลายๆ ร้านก็เตรียมที่วางที่แขวนร่มไว้ให้ทำให้การพกร่มไม่ใช่เรื่องลำบากเท่าไหร่ และด้วยความที่ฝนมันตกตลอดปีตลอดชาติ เลยเข้าใจว่าร่มที่นี่ก็คงจะเป็นสินค้าที่มีขายตลอดปีตลอดชาติและมีขายทุกหนทุกแห่ง ต่อให้ลืมเอาร่มออกจากบ้านขอเพียงมีเงินก็หาร่มได้ไม่ยากตามร้านสะดวกซื้อทั้งหลาย
การเดินทางในโตเกียว ปกติใช้เท้าเป็นพาหนะหลัก ใช้รถไฟเป็นพาหนะรอง นานๆจะใช้รถประจำทางซักที ด้วยเหตุผลที่ว่ารถประจำทางมันแพง ปกติถ้าไม่ไกลมากก็จะใช้วิธีเดินเอาตลอด เพราะทางเท้าที่นี่เข้าขั้นดีมาก สะอาด ไม่มีน้ำขังเจิ่งนอง ไม่มีรถเข็นขายของเกะกะ ไม่มีทางเท้ากระโดกกระเดก เนื่องจากอากาศที่นี่เย็นก็ช่วยให้เดินสบายขึ้นมากแล้ว ถึงจะเป็นเนินเยอะๆ ก็ยังรับไหว ส่วนรถไฟญี่ปุ่นเป็นอะไรที่น่าประทับใจมาก ที่นั่งมีเยอะแยะ มีที่วางของเหนือหัว ถึงโฆษณาบนรถไฟจะเยอะก็เถอะ แต่ก็ไม่มีเสียงโฆษณาโหวกเหวกเสียงดัง ตอนมาญี่ปุ่นครั้งแรกโดนขู่ว่ารถไฟญี่ปุ่นขึ้นยาก ซับซ้อน ตอนนั้นด้วยข้อจำกัดด้านเวลาทำให้ไม่มีโอกาสขึ้นรถไฟ คราวนี้พอมาขึ้นเองรู้สึกว่ามันจะปวดหัวตรงที่จะซื้อตั๋วราคาเท่าไหร่นี่แหละ ส่วนขึ้นยังไงก็ถ้าอ่านภาษาอังกฤษออกก็ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะในโตเกียวก็มีป้ายบอกทางเป็นภาษาอังกฤษหมด เห็นแบบนี้แล้วน่ากลับไปเขกคนขู่ซักทีสองที
รถไฟญี่ปุ่นเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่น่าง่วงมาก วันแรกเลยช่วงนั่งรถไฟขากลับก็หลับปุ๋ย คงเพราะอากาศในรถไฟมันอุ่นสบายแถมฮีทเตอร์เป่าตรงเท้ามันก็ช่วยทำให้เก้าอี้อุ่นไปด้วย นั่งสบายสุดๆ รถไฟเองมันก็ขโยกขเยก ถ้าได้นั่งนี่เป็นหลับทุกที และคาดว่าคงเป็นเช่นไปตลอด
ที่ประทับใจที่สุดคือที่สถานีมีตารางการเดินรถให้ทั้งบอกว่าจะมีรถไฟออกตอนกี่โมง และบอกว่าจากสถานีที่เราขึ้นจะถึงสถานีปลางทางภายในเวลาประมาณกี่นาที ซึ่งแบบนี้มันดีกว่ามาบอกว่ารถไฟถึงตรงเวลามากกว่า 90% เยอะเลยเพราะก็ไม่รู้อยู่ดีว่ารถคันที่มานี่มันตรงหรือไม่ตรงเวลากันแน่
การขึ้นรถไฟในช่วงเวลาเร่งด่วน หากได้นั่งถือเป็นโชคอยากมากมายมหาศาล ด้วยปริมาณคนที่ล้นทะลักจนแน่น เพื่อนหลายคนเรียกอาการนี้ว่าไปจุติเป็นนางฟ้า เป็นเทวดา เพราะเท้าไม่ติดพื้นก็ยังยืนอยู่ได้ เยอะแค่ไหนลองดูจากวิดีโอข้างล่างเอา
ของจริงมันก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นแบบนี้ทุกสถานี แต่ว่ามันก็ใกล้เคียง ครั้งแรกที่ได้ขึ้นตอนแปดโมง จำได้เลยว่าวันนั้นฝนตก รถก็วิ่งอย่างช้าเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ คนแน่นเป็นหมูกระป๋อง หลุดออกมาทีนี่เหมือนผ่านสงครามโลกมาสามครั้งจนไม่แปลกใจหากจะเกิดมีผู้หญิงโดนทำอะไรบนนั้น ที่แย่อีกอย่างคือเพราะคนมันแน่นมากทำให้แอบกลัวว่าถ้ามีใครบนรถเป็นโรคติดต่ออะไรร้ายแรงนี่มีหวังติดยกคันกันแน่ๆ ถึงตอนนี้ก็ยังไม่อยากคิดว่าหน้าร้อนจะเป็นยังไง
ข้อดีของรถไฟที่นี่อีกอย่างคือมันมีห้องน้ำในสถานี เกิดอยากเข้าห้องน้ำก็แค่โดดลงจากรถ หาห้องน้ำแล้วก็ขึ้นรถต่อ ไม่ต้องกังวลว่าจะหาห้องน้ำได้ที่ไหนเลย ห้องน้ำห้องผู้ชายที่นี่ส่วนใหญ่ตามสถานีก็สะอาดพอสมควร ร้อยละ 95 เป็นโถแบบอัตโนมัติไม่ต้องกดน้ำ แต่อาจจะไม่มีชักโครกซึ่งพอเป็นส้วมแบบเก่า มันอภิมหาน่าตื่นเต้นมาก ลองจินตนาการถึงโถส้วมแบบนั่งยองๆบ้านเรา แต่ว่าราบเรียบแนบไปกับพื้นดูสิ ส่วนห้องผู้หญิงมิอาจทราบได้
สำหรับอาหารการกินค่อนข้างแพง เพื่อนบอกว่าให้ตัดเลขศูนย์ด้านท้ายออกจะได้ราคาที่ชดเชยค่าครองชีพจิปาถะแล้ว พอดูๆไปก็ราคาไม่ต่างกับเมืองไทยเท่าไหร่นัก ถูกที่สุดก็ข้าวหน้าเนื้อ 200-300 เยน หรือกินแซนด์วิชอันละร้อยกว่าสองร้อย ส่วนผักที่นี่หากินยากมากแล้วก็แพงมากด้วย ใครอยู่ใกล้ร้าน Lawson 100 ที่เน้นขายสินค้าพวกของกินในราคา 100 เยนเปิดตลอด 24 ชั่วโมงก็โชคดีไป เพราะจะมีสินค้าจำพวกที่ทำกินทีสองทีหมดวางขายอยู่ด้วย และสิ่งที่น่าไปลิ้มลองสำหรับคนไทยนอกเหนือจากอาหารขึ้นชื่อทั้งหลายก็คือร้านยาโยอิ ที่เป็นเจ้าของเชนยาโยอิในเมืองไทยที่เอ็มเคซื้อมานั่นแหละ ขอย้ำว่ายาโยอิที่นี่ อร่อยกว่าที่เมืองไทยมากๆ
ส่วนเรื่องขนมและของหวาน สามาถหาอร่อยๆได้เกือบทุกหนทุกแห่ง แต่เนื่องจากเป็นพวกไม่เชี่ยวชาญการค้นหาของหวานเลยขอข้ามไปเลยแล้วกัน
ผลไม้ราคาแพงมาก สับปะรดหนึ่งซีกเล็กๆเสียบไม้ราคาร้อยเยน เป็นราคาที่บ้านเราซื้อได้ประมาณครึ่งลูก ทำใจกินไม่ลงเลยไม่รู้ว่ารสชาติต่างกันยังไง กล้วยหอมที่นี่ไม่ได้ขายเป็นหวี ขายเป็นลูกๆละ หกสิบเยน แถมจืดๆชืดๆ ไม่อร่อยเหมือนกล้วยบ้านเราที่จะออกหอมหวาน แอปเปิ้ลมีตั้งแต่ลูกละร้อยเยนไปจนลูกละห้าร้อยเยน ไม่ทราบว่าจะแพงไปไหนเช่นกัน ที่กินบ่อยที่สุดน่าจะเป็นสตรอเบอรี่เพราะมีขายในร้าน Lawson 100 แต่ขายราคาแพคละ 200 แพคไม่ใหญ่ แต่ก็กินให้หายอยากได้เหมือนกัน
นมกล่องที่นี่เจอแต่ที่เป็นแบบนมโอวัลตินเมื่อก่อนที่ตรงข้างบนจะเป็นจีบๆ ไม่ค่อยเจอที่เป็นกล่องแบบนมยูเอชทีบ้านเราเท่าไหร่ สนนราคาพอๆกับน้ำชาทั่วไป 500ml ราคาอยู่ราวๆ 130 - 150 มีทั้ง นม นมรสกาแฟ ชานม โกโก้ แล้วก็น้ำผลไม้ ชา ชารสผลไม้มากมายนับไม่ถ้วน ยังไม่นับโยเกิตดื่มอีกสองสามยี่ห้อ แต่ยังไม่ยักกะเห็นว่ามียาคูลท์ขายรึเปล่า ส่วนเบียร์นี่เยอะมากจนเลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว
เวลาทำอะไรก็ต้องต่อคิวเป็นธรรมดา ที่ไม่ธรรมดาคือคนญี่ปุ่นคงชอบต่อคิวกันมาก ต่อทียี่สิบสามสิบคนก็ยังต่อคิวกินกันประหนึ่งว่าการรอคอยจะทำให้อาหารอร่อยขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ได้ยินว่าถ้าไปสวนสนุกช่วงวันหยุดนี่อาจจะต้องรอคิวสองชั่วโมงต่อการเล่นเครื่องเล่นหนึ่งรอบกันเลยทีเดียว น่ากลัวชะมัด
เอาไว้ต่อครั้งหน้าหากมีอารมณ์เขียนต่อ