Thought

กลัวหาย ได้คืน

in

มีเงินเยอะ ๆ ก็ใช่ว่าจะมีความสุข เมื่อวานเจอมากับตัว

เมื่อวานไปแลกเงิน พกไปเยอะมาก ต้องคอยเปิดกระเป๋าเช็คว่ามันยังอยู่ดี ไม่ได้หล่นหายไปไหน ตลอดทางไปและทางกลับ

รู้สึกเหมือนคนบ้าเลย จะมาหายบ้าก็ตอนถึงบ้านเอาตังเก็บเรียบร้อย

ตอนดึก ไป Muse กับ @thanr ลงจากแท็กซี่ปุ๊บก็ได้ยินเสียง "เฮ้ย ทำ BB ตกในแท็กซี่" หาซักแป๊บปรากฏว่าอยู่ในกระเป๋าสะพาย โล่งอกไปที

เช้ามา ลองจัดเอกสาร หารูป 1 นิ้วที่ถ่ายไว้ไม่เจอ ค้นทุกแฟ้ม หาทุกซอง ก็ไม่เจอ หาอยู่เกือบชั่วโมงจนถอดใจ สุดท้ายใส่อยู่ในกระเป๋าเดินทางในหลืบที่ไม่คิดว่าจะใส่

แค่รูป 1 นิ้วยังดีใจขนาดนี้ เข้าใจเลยว่าตอนนั้น @thanr จะดีใจขนาดไหน

ของในกระเป๋าเยอะก็ต้องห่วงเยอะเพราะกลัวหาย ไอ้ที่อยู่ในหัวมากมายก็ทิ้งๆ มันไปบ้าง ชีวิตจะได้มีความสุข

Retro makes me retro

เมื่อวานนึกครึ้มเดินไปกินปาเต๊ะคนเดียวระหว่างรอเพื่อนที่นัดไว้ ถึงจะกินร้านนี้มาสามสี่ครั้งแล้วแต่นี่คงเป็นครั้งแรกที่เราใส่ใจกับบรรยากาศในร้านมากขนาดนี้

น่าจะเป็นเพราะเพลง retro อันเป็นเสน่ห์ของร้านนี้ชักจูงให้เงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆร้านระหว่างรอสั่งอาหาร แล้วก็พบความรู้สึกเหมือนว่ากำลังอยู่ในหนังเพลงเก่าๆ เรื่องไหนซักเรื่อง เป็นภาพผู้คนกำลังทานอาหารเย็นกับเพื่อนกับครอบครัว คุยเล่นกันในร้านอาหารเล็กๆ ถึงมันจะไม่สโลว์โมชั่นเหมือนในหนัง แต่ในความสดใสนั้นผมรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่ช่วยส่งให้ผมรู้สึกเหมือนกับกำลังอยู่ในหนังเลยทีเดียว ภาพที่เห็นซึ่งเป็นความสุขง่ายๆ ที่หาได้ทั่วไปยิ่งตอกย้ำกับความรู้สึกตอนอยู่ปายว่า "ชีวิตมันก็มีอยู่เท่านี้ จะไปไขว่คว้าอะไรให้มากมาย" ให้ชัดขึ้น

สรุปว่านอกจากจะอิ่มท้องแล้วยังรู้สึกอิ่มใจด้วย

Rubin Vase

Rubin Vase

หลังจากที่เห็นมาหลายครั้งหลายหน เพิ่งจะรู้ว่ารูปด้านบนมีชื่อว่า แจกันของรูบิน (Rubin Vase) ตั้งชื่อตามนักจิตวิทยาชาวเดนมาร์กชื่อ เอ็ดการ์ รูบิน

รูปนี้อาจใช้เป็นสิ่งเตือนใจได้ว่าสิ่งที่เราเห็นว่าถูกต้อง อาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือคำตอบที่ถูกต้องอาจจะมีมากกว่า 1 ข้อก็ได้ สิ่งที่เรามองว่าดี คนอื่นก็อาจจะมองว่าไม่ดีก็ได้ เวลาทำอะไรก็ควรนึกถึงใจเขาใจเรา

รูปจากวิกิพีเดีย

The birth of Sir Isaac Newton

Who should I believe?

Between Dr. Sheldon Lee Cooper who almost never misses, except when he confronts with Dr. Leslie Winkle.

Sheldon: December 25th, 1642. Julian calendar. Sir Issac Newton is born. Jesus, however, was actually born in the summer. His birthday was moved to coincide with the traditional pagan holiday that celebrates the winter solstice with lit fires and slaughtered guts, which frankly sounds like more fun than twelve hours of Church with my mother, followed by fruit cake.

and Google, who once somehow assumed that Confucius has a relationship with barcode.

Google Doodle - Birth of Newton

PS. After some research, no one missed. Dr.Sheldon stated the date is in Julian calendar but Google's is in Gregorian, Jan 4th 1643. Both refer to the same day.

The thermometer story: When I catch a cold

Banned Mercury-in-Glass Thermometer by Andres Rueda ผมเป็นหวัดครับ เมื่อเช้าตื่นมารู้สึกจมูกแห้งๆ จี๊ดๆหัวเล็กน้อย รู้สึกได้ว่าตัวร้อนแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่าเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 รึเปล่า เลยไปตามหาที่วัดอุณหภูมิหรือเทอร์โมมิเตอร์ (Thermometer) มาวัดไข้ (ที่บ้านผมเรียกปรอทวัดไข้) ปรากฏว่าที่วัดดิจิตอลที่มีอยู่สองอันเจ๊งทั้งคู่ครับ อันที่เป็นแบบธรรมดาก็หายสาบสูญไม่รู้ไปไหน

(ขอนอกเรื่องหน่อย ตอนเด็กๆผมเคยเอาที่วัดไข้ธรรมดาไปแช่น้ำร้อนเพราะอยากรู้ครับ แค่ชั่วพริบตาที่จิ้มลงไปก็ได้ยินเสียงเพล้งพร้อมกับเห็นของเหลวที่เงินๆไหลอยู่เต็มโต๊ะเลยครับ)

ผมก็เลยต้องไปซื้อเจ้าเทอร์โมมิเตอร์มา ก็ซื้อมาสองอันครับ เผื่อจะลองเอาไปจิ้มแตกอีกจะได้มีสำรอง

ทีนี้เพมื่อกี้ผมปวดหัวหนักกว่าเมื่อเช้าอีก ก็เลยลองแกะมาใช้ก่อนอันนึง ก็เอาไปล้าง เช็ด สะบัด แล้วจิ้ใเข้าปาก จำได้ว่าคุณพยาบาลให้อมเอาไว้ระยะหนึ่ง ก็เลยอมไว้อย่างนั้นได้นาทีนึง กะว่ามันต้องเวลาประมาณนี้แหละ ก็เอาออกมาดูมันขึ้นไป 37.8 องศาเซลเซียส มีไข้เล็กน้อย (ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าไอ้ไข้สูงนี่มันต้องสูงเท่าไหร่) แต่ด้วยความขี้เกียจก็เลยอมต่อไปไว้ซักพัก ระหว่างนั้นก็เอาลิ้นดุนบ้าง ขยับไปขยับมาบ้างไม่งั้นเดี๋ยวปากจะเมื่อยซะก่อน ซักสองนาทีก็เอามาดูใหม่ มันขึ้นไปถึง 38.5 องศาเซลเซียส อ่าวเฮ้ย นี่สรุปไข้ตูเท่าไหร่กันแน่

ไม่ได้การละ หรือว่าเราจะวัดผิดวิธี ก็เลยลองหากล่องที่วัดไข้มาดู ไม่มีอะไรมาให้นอกจากยี่ห้อ ลองหาด้วย Google ดูก็หาไม่เจอ

ผมก็เลยสงสัยมากว่าทำไมของที่มันสำคัญ ใช้ยาก (เพราะว่าไม่มีความแน่นอน) กลับไม่มีการเขียนวิธีใช้ว่าต้องอมอย่างไร อมกี่นาที หรือว่าถ้าจะจิ้มก้น จิ้มนานแค่ไหน จิ้มลึกแค่ไหน แต่เรากลับมีป้ายฉลากแปะเอาไว้ว่า "ใช้เพื่อฟัง" แปะเอาไว้อยู่ที่ฉลากซีดีและเทป

ถ้าใช้ความยากง่าย ความเคยชินในการใช้งานเป็นตัวตัดสินว่าอะไรควรแปะวิธีการใช้ อะไรไม่ควรแปะ ผมคงเลือกว่าที่วัดอุณหภูมิมันใช้ยากกว่า ถึงแม้ใครจะเถียงว่าหลายๆคนใช้เทปกับซีดีไม่เป็นก็เถอะแต่การแปะว่า "ใช้เพื่อฟัง" มันจะแปะไว้ทำ .. อะไรมิทราบครับ

คำตอบเดียวที่ผมฟังแล้วยอมรับได้มากที่สุดคือ "ช่วยไม่ได้เสือกซื้อของถูก จะเรียกร้องนู่นนี่นั่นมากได้ยังไง" และจนถึงตอนนี้ผมก็ไม่รู้ซักทีว่ามันใช้ยังไง ก็เลยเดาเอาว่าไข้ผมมันแค่ 37.4 องศาละกัน หุหุหุ

ปล.ถ้าใครจะซื้อที่วัดอุณหภูมิ ช่วยกันหลีกเลี่ยงการใช้แบบปรอทนะครับ นอกจากอันตรายแล้วยังไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ลองอ่านดูที่ HowStuffWorks

What if...?

เมื่อเช้าเกิดคิดอะไรขึ้นมาได้

What if warp drive was discover yesterday?

What if we are the only intelligent specie in the universe?

What if Steve Jobs didn't accept the job offer from Apple?

and ...

What if Microsoft didn't invent ActiveX?

Let's discuss....

Thinkcamp

ได้ยินชื่อ Thinkcamp มาเดือนกว่าๆ กะว่าจะสมัครแต่ยังไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเลย จนกระทั่งอาทิตย์ก่อน เกิดนึกขึ้นได้ว่าปีก่อนอยากไปอัดรูปแต่ขี้เกียจเดิน เลยหาวิธีอัดแบบออนไลน์แต่ก็เจอปัญหามาน่าดู ก็เลยได้เป็นหัวข้อนี้ขึ้นมา "How we can learn from Flickr"

Random Cantos

สนามรบ สองฝ่าย ตายเคียงกัน

คบคนพาล พาลพาไปหาผิด

คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล

เชื่อได้ว่าคนอ่านสุภาษิตข้างต้น คงคิดว่าเป็นเรื่องปกติว่า เราควรจะคบบัณฑิต เพื่อที่ว่าบัณฑิตจะได้ชักชวนและนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดีๆ และไม่คบเพื่อนที่ไม่ดี

แน่นอน เราควรทำเช่นนั้น เรื่องปกติ ถ้าเราอยากจะดีขึ้น เราก็ต้องคบเพื่อนดีๆ เราถึงจะไปสู่แสงสว่าง

แต่ทว่า

ถ้าเราเป็นคนพาล แล้วไปคบคนดี เค้าก็จะกลายเป็นคนที่คบคนพาลสิ -*-

แปลว่า ... เราได้ประโยชน์ แต่เค้าเดือดร้อน

พอคิดกลับไปกลับมาแบบนี้ ก็จะกลายเป็นว่าคนพาล ก็ควรจะคบกับคนพาล แล้วบัณฑิตก็ควรจะคบกันแต่เฉพาะบัณฑิตต่อไป

รึเปล่า?

Hologram, CNN and something I have seen

เป็นเรื่องฮือฮาไม่แพ้กับการเลือกตั้ง และเป็นการโชว์ศักยภาพในเชิงเทคโนโลยีของอเมริกาไป เมื่อ CNN นำเทคนิคการสร้างภาพโฮโลแกรมมาใช้ในการรายงานข่าวการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุด

เทคนิคการสร้างภาพแบบนี้เป็นที่ฮือฮามากเพราะเป็นการทำให้ภาพแบบโฮโลแกรมที่เคยเห็นแต่ในภาพยนตร์ มาให้เห็นว่าวิทยาการทุกวันนี้สามารถทำตามได้แล้วนะ เทคนิคของเค้าคือใช้กล้องจำนวนมากถ่ายรอบตัวผู้สื่อข่าวแล้วนำไปสร้างภาพบนจอทีวี พอดูเทคนิควิธีการทำแล้วผมกลับนึกถึงงานวิจัยสองชิ้นของศาสตรจารย์ Paul Debevec ที่นำมาใช้ในภาพยนตร์ชื่อดัง เช่น สไปเดอร์แมน 2 และ 3

งานวิจัยที่เขาทำจะทำให้เราสามารถสร้างภาพของคนในสภาพแสดงใดๆขึ้นมาก็ได้ วิธีการก็คือเขาสร้างทรงกลมกลวงขึ้นมา แล้วติดหลอดไฟและกล้องไว้ทั่วทั้งทรงกลม หลังจากนั้นนำคนเข้าไปในทรงกลมนั้นและสลับกันเปิดปิดหลอดไฟทั้งหมด เราก็จะได้รูปของคนนั้นครบทุกมุมและทุกสภาพแสง ดังนั้นเราจึงสามารถนำภาพนั้นไปซ้อนไว้กับภาพอื่นๆได้เลย ภาพที่ได้ก็จะสมจริงเพราะเราสามารถเลือกสภาพแสงที่เหมาะสมกับภาพฉากหลังได้ง่ายดาย ถ้ายังไม่เข้าใจก็ลองดูในวิดีโอด้านล่างนี้

http://www.debevec.org/Research/LS/Image-Based-Lighting_S2000ET_divx.avi

สำหรับอีกชิ้นที่นึกถึงก็คือการเรนเดอร์ภาพสามมิติที่เป็นสามมิติจริงๆ ที่สามารถมองดูได้รอบ 360 องศา สำหรับรายละเอียด ลองดูในวิดีโอในเว็บของโครงการดูจะเห็นภาพกว่า http://gl.ict.usc.edu/Research/3DDisplay/

แต่งานนี้เพียงอย่างเดียวก็ยังไม่เหมาะเอามาใช้ในงาน Real Time เช่นการรายงานข่าว เพราะว่าเราจะต้องเก็บข้อมูลพวกนี้ไว้ก่อน ตัว Hologram ที่เราเห็นจึงยังดูแปร่งๆไปนิดนึง และหลังจากที่ดูแล้วก็เกิดคำถามขึ้นในหัวคือ ผู้สื่อข่าวชาย จะเห็นตัวผู้สื่อข่าวหญิงรึเปล่า