SOTUS กับ แอมเวย์

ใครไม่รู้จักแอมเวย์ยกมือขึ้น

แอมเวย์คือ ธุรกิจขายตรงสินค้าอุปโภค บริโภคด้วยระบบการตลาดหลายชั้นหรือระบบเครือข่าย โดยเน้นด้านการค้าปลีก

ใครไม่รู้จัก SOTUS ยกมือขึ้น

S-Seniority หมายถึงความสัมพันธ์แบบนับพี่ถือน้อง การเคารพผู้อาวุโสกว่า

O-Order คือการปฏิบัติตามคำสั่ง กฎ ระเบียบ วินัย

T-Tradition คือการสืบทอดธรรมเนียม ประเพณี ที่ยึดถือปฏิบัติกันมา

U-Unity คือการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่พวก

S-Spirit ความมีน้ำใจ เสียสละเพื่อส่วนรวม

แล้วทำไมต้องพูดถึงสอง่ยางนี้ เพราะผมคิดว่า ทัศนคติของผู้คนที่มีต่อทั้งสองสิ่งนี้ มีลักษณะเกือบจะเหมือนกันเลย คือคนทั่วไป ไม่ชอบ แต่คนที่เคยสัมผัสจะชอบ

ผมเป็นคนนึงที่ไม่ค่อยชอบแอมเวย์ แต่เมื่อพิจารณาถึงหลักการแล้ว ผมก็ต้องยอมรับว่าระบบของแอมเวย์เป็นระบบที่ค่อนข้างดีเลยล่ะ แต่ชื่อเสียงของแอมเวย์เป็นยังไงก็รู้ๆกันอยู่ ผลิตภัณฑ์ของแอมเวย์นั้น ยอมรับเลยว่าดี (ที่บ้านผมใช้ของแอมเวย์มาหลายปีแล้ว แต่ไม่ทุกอย่างนะ และผมก็ไม่ได้ขายแอมเวย์ด้วย) ข้อเสียของแอมเวย์นั้น อยู่ที่ชื่อครับ ถ้าเปลี่ยนชื่อเป็นชื่ออื่นโดยที่คนไม่รู้ล่ะก็ ผมเชื่อว่าจะมีคนซื้อของเขาเพิ่มขึ้นอีกเพียบเลยครับ

เห็นมั้ยครับ สรุปง่ายๆว่าของแอมเวย์น่ะดี แต่ไม่มีคนใช้เพราะไม่ชอบแอมเวย์

ทีนี้มาดูที่ โซตัสบ้าง

ระบบโซตัส และ เนื้อหาของโซตัสนั้น เป็นสิ่งที่ดีมากเลย แต่ว่าหลายๆคนกลับเอามันไปใช้ในทางที่ผิด และทำให้โซตัสกลายเป็นสิ่งที่ผิดไปโดยปริยาย อย่างเช่นตัว S – Seniority จากการเคารพผู้อาวุโส นับพี่ถือน้อง ก็กลายเป็น พี่ใหญ่กว่าน้อง สั่งได้ทุกอย่างไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ใช่โซตัสแล้ว เพราะถ้าเป็นแบบนั้นก็จะขาด S-Spirit ไปทันที และทั้ง 5 ข้อของโซตัสนั้น ล้วนเป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกๆคนควรจะมีด้วยซ้ำ

เห็นมั้ยครับว่า มันเหมือนกับ แอมเวย์ตรงไหน ตรงที่เนื้อหาข้างในน่ะดี ที่แย่คือคนเอาไปใช้ต่างหาก กลับไปทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่แย่

ผมคงโชคดีที่ได้ผ่านการรับน้องและการอบรมจากคณะที่มีเหตุผล เข้าใจในหลักการของโซตัส การว๊ากที่ผมโดนไม่ใช่การว๊ากที่รุนแรงเลย ทุกครั้งที่พูดจะลงท้ายด้วยครับ/ค่ะ เรียกด้วยผม/คุณ ไม่มีการถูกเนื้อต้องตัว และเมื่อการรับน้องผ่านไป ก็มีการบอกเหตุผลในการกระทำของรุ่นพี่ในจุดที่น้องสงสัย ดังนั้นผมจึงมีความรู้สึกที่ดีกับการรับน้องเป็นอย่างมาก และอีกอย่างที่ผมรู้สึกอยู่เสมอคือ โซตัสไม่ใช่การว๊าก แม้การว๊ากของคณะจบไปแล้ว แต่การสอนเรื่องโซตัสนั้น กลับมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดนสอดแทรกอยู่กับการทำกิจกรรมต่างๆของคณะ โดยที่การเข้าห้องเชียร์นั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมคณะด้วย ใครจะร่วม หรือไม่เข้าก็ได้ ไม่ได้บังคับ แต่ว่าคนที่ไม่เข้าก็จะได้สิ่งที่คนอื่นๆได้กัน เช่น ความภาคภูมิใจ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม

หลายๆคนที่ไม่ชอบระบบโซตัสนั้นคงเป็นเพราะว่า รุ่นพี่ได้เอาสิ่งที่เรียกว่าโซตัสนั้นมาบังคับน้อง อ้างเหตุผลต่างๆนาๆเพื่อให้น้องทำในสิ่งที่ตนต้องการ จนทำให้จำฝังใจว่าการรับน้องคือการทารุณน้อง ซึ่งตรงนั้นผมก็อยากจะค้านเช่นกัน มันเป็นสิ่งที่ทำให้คนมองโซตัสแบบผิดๆ และเข้าใจว่า ว๊าก == โซตัส ซึ่งมันไม่ใช่เลย เพราะไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของโซตัสเลย ที่บอกว่า การว๊ากคือโซตัส

อยากให้ใครที่ไม่เข้าใจโซตัสลองมองโซตัสใหม่

S-Seniority  เคารพผู้ที่อาวุโสกว่า เมืองไทยถือเรื่องระบบอาวุโสอยู่แล้ว ลูกเคารพพ่อแม่ น้องเคารพพี่(พี่-น้องปกตินะครับ ไม่ใช่รุ่นพี่รุ่นน้อง) เป็นเรื่องธรรมดา

O-Order การทำตามกฏก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง กฏระเบียบ กฏหมาย ศีล เหล่านี้ถือเป็นกฏทั้งนั้น

T-Tradition ขนบธรรมเนียมประเพณี การกระทำที่ดีที่สืบทอดกันมา สิ่งที่ดีเราก็รับไว้ อะไรไม่ดี มันก็จะหายไปเอง อย่างงานพิธีต่างๆ

U-Unity สามาคคีคือพลัง ร่วมมือการทำสิ่งใดก็เกิดผลสำเร็จ คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย

S-Spirit การเสียสละเพื่อส่วนรวม

เห็นได้ชัดว่า SOTUS มันก็คือหลักธรรมคำสอนดีๆนั่นเอง และก็มีมานานแล้วก่อนที่ระบบSOTUS จะเข้ามาในเมืองไทยด้วยซ้ำ

แสดงว่า ระบบน่ะ ดีงาม แต่คนที่ผิดคือคนใช้มากกว่า คิดยังงั้นกันมั้ย เหมือนแอมเวย์เลย ของน่ะมันดี ผิดที่คนขายของ

 

กำลังฟัง : Loren - Thanatos - If I Can't Be Yours -

Comments

May 13, 2005 - 02:42
#125

ผมว่ามันไม่ได้เป็นปัญหาของตัวระบบอะครับ แต่มันเป็นปัญหาของคนที่เอามาใช้มากกว่า<br/><br/>สิ่งที่ฆ่าคนไม่ใช่อาวุธ สิ่งที่ฆ่าคนคือคนครับ

May 13, 2005 - 06:59
#126

มันก็เหมือนหลายๆอย่างด้วยเนาะ<br/>คนนี่แหละ ตัวทำเสีย

May 14, 2005 - 00:52
#127

แต่มดว่ามันแพงนะพี่วีน.......T_T

July 10, 2005 - 16:53
#128

ที่ของแพง ก็เป็นเพราะ มันแพงในการซื้อครั้งแรกอ่ะคับ แต่ใช้ได้นาน มันเลยประหยัด แต่ก็ไม่ชอบจริงๆเวลาที่มีคนพูดแต่เรื่องแอมเวย์ เบื่ออ่ะ บาง ที ถึงจะรุว่าดี ก็อยากไห้พูดแบบ ธรรมชาติ ธรรมดา ดีกว่าน่ะ

อร
May 30, 2009 - 16:56
#1192

ขอบทความนี้ จงเป็นอุทาหรณ์ อยู่คู่บนโลก อินเตอร์เน็ทสืบไป (แม้ว่าผู้เขียนจะจากโลกนี้ไปแล้ว)

ข้อความทั้งหมดนี้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้น

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนๆหนึ่งกับธุรกิจ MLM เป็นประโยชน์กับทุกท่าน โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งสมัคร ผู้ที่กำลังเรียนหนังสืออยู่

และผู้ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาแต่ยังหางานทำไม่ได้

ขอให้อ่านให้จบและไตร่ตรองให้รอบคอบ (เขียนเมื่อ ธ.ค. 2548 แต่ก็ยังมีประโยชน์จนถึงอนาคต) คงไม่มีใคร มีชีวิตราบรื่น พบแต่สิ่งที่ดี มีความสุข เพียงอย่างเดียว ชีวิตคนเราต้องเดินทาง ผ่านทั้งความสุข และความทุกข์ การนำความสุขและความทุกข์ที่ผ่าน มาคิดทบทวนล้วนแต่เป็น ประโยชน์เพื่อที่จะค้นพบตัวเอง โดยนำมาเป็นบทเรียน และเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีขึ้น และบอกเล่าผู้อื่นเป็นธรรมทาน เพื่อเป็นอุทาหรณ์ หลีกเลี่ยงความผิดพลาดต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ผู้เขียนบทความนี้ก็คิดเช่นนี้ จึงได้นำเรื่องราวนี้มาเล่าให้เป็นอุทาหรณ์บทเรียนแก่ทุกท่าน

           ในสมัยนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักธุรกิจระบบเครือข่ายหรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ธุรกิจ MLM (ระบบ MLM) ซึ่งเป็นธุรกิจที่ตัดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคสินค้า เช่น ค่าโฆษณา ค่าการตลาด การกระจายสินค้า โดยมีทรัพยากรที่สำคัญ คือ สมาชิกในเครือข่าย หรือ “คน” นั่นเอง ซึ่งเป็นผู้แนะนำ ขายและจัดส่ง พร้อมทั้งเก็บเงิน และให้บริการลูกค้าด้วย อีกทั้งหากลูกค้าคนนั้นสนใจก็สามารถสมัครเป็นสมาชิกของระบบ และสามารถมีธุรกิจ มีรายได้จากการแนะนำสินค้าแก่คนอื่นๆต่อไป ธุรกิจระบบเครือข่ายนี้ จึงขยายตัวออกไปได้เรื่อยๆด้วยสมาชิก  ดังนั้นธุรกิจ MLM จึงเป็นธุรกิจแนวใหม่ที่จะช่วยให้ผู้ที่ไม่มีความรู้ ประสบการณ์ และเงินลงทุนในการทำธุรกิจ สร้างเครือข่ายธุรกิจของตัวเองได้ โดยอาศัยตัวระบบเครือข่าย (ระบบ MLM) และเมื่อตราบใดที่สมาชิกในระบบซื้อสินค้าใช้ และ/หรือ ขายสินค้า ซึ่งทำให้เกิดยอดขาย-ยอดสั่งซื้อขึ้น เครือข่ายธุรกิจนั้นก็จะมั่นคง

           ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ชีวิตทั้งในด้านดีและไม่ดีในธุรกิจ MLM และอยากจะเล่าเรื่องนี้ให้เป็นอุทาหรณ์แก่คนอื่นๆ ดังนั้นจึงอยากจะขอเรียกตัวเองว่า “ พี่ ”   น้องๆที่เพิ่งเรียนจบออกมาใหม่ๆ ควรรู้เรื่องนี้ไว้ เพื่อที่จะไม่ได้เสียเงินทองและเวลาอย่างที่พี่ได้ประสบมา

           เหตุที่ทำให้พี่ อยากเล่าประสบการณ์ชีวิตนี้ 
           พี่คิดได้ถึงความล้มเหลวของชีวิตพี่ เพราะเกิดจากการที่พี่เลิกทำธุรกิจไป ทำให้พี่คิดถึงผู้ที่เป็นหัวหน้าสายงานซึ่งเป็นคนที่สอนให้พี่เข้าใจธุรกิจ MLM ฝึกพี่เป็นพิธีกร  ให้พี่กล้าแสดงออก  สอนพี่สาธิตสินค้า  ฝึกพูดแผนการตลาด และให้กำลังใจพี่มาตลอด พี่อยากจะรู้ว่าขณะนี้ เขาประสบความสำเร็จ ทำธุรกิจไปถึงไหนแล้ว พี่จึงได้โทรศัพท์ไปหาเขา และในระหว่างที่คุยกันทางโทรศัพท์ พี่ได้แกล้งพูดว่า “พี่อยากลองกลับ มาศึกษาและทำธุรกิจนี้ดูอีกที” แต่เขากลับพูดว่า “พี่เป็นคนเรียนเก่งนะ หัวสมองดี ความจำดี ควรเรียนต่อโท เอกให้จบไปเลย”   เพราะอะไรเขาจึงพูดเช่นนั้น ? เขาได้เห็นแล้วหรือว่าพี่ทำไม่สำเร็จ ทั้งๆที่พี่ได้ทุ่มเทความพยายามและเวลา ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อเขาแล้ว?  เขาจึงแนะนำให้พี่ไปหาทางประสบความสำเร็จทางอื่นซึ่งเหมาะสมกับพี่มากกว่า

           ประสบการณ์ในธุรกิจ MLM 
           พี่ได้รู้จักกับธุรกิจ MLM นี้ ตั้งแต่สมัยที่พี่เรียนชั้นปี 3 เทอม 2 ที่มหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร พี่ได้ไปฟังบรรยายการสาธิตสินค้า แผนการตลาด และได้ความรู้ว่า ธุรกิจนี้ “ให้คุณ (ผู้ถูกชวน) ประสบความสำเร็จก่อน แล้วเรา (ผู้ชวน-ผู้แนะนำ) จึงค่อยประสบความสำเร็จตาม” และในตอนท้ายของการบรรยาย มีผู้ประสบความสำเร็จขึ้นมาพูดถึงอิสรภาพ  ความสุขในครอบครัว  เวลา  เงินทอง  การท่องเที่ยว  และรางวัลที่ได้รับจากการทำธุรกิจนี้  ซึ่งใช้เวลาไม่นานเมื่อเทียบกับความสำเร็จทางอื่นๆ  จุดนี้ทำให้พี่สนใจที่จะทำธุรกิจเช่นนี้บ้าง  เพราะในขณะนั้นมีค่านิยมยกย่องเด็กที่เพิ่งจบการศึกษา  แต่มีเงินมีธุรกิจเป็นของตัวเอง  ไม่ต้องเป็นลูกจ้างของใคร  ตัวพี่เองก็เป็นคนหัวดี  เรียนหนังสือเก่งคนหนึ่ง  อีกอย่างหนึ่ง  สาขาที่พี่เรียนอยู่เป็นสาขาเฉพาะทาง  ซึ่งมีตำแหน่งงานน้อยจึงอยากหางานอื่นที่มีรายได้ดีบ้าง  นอกจากนี้  การที่เราได้เข้ามาเป็นสมาชิก ก็น่าจะทำให้รู้จักสมาชิกคนอื่นๆที่เขาสามารถฝากพี่เข้าทำงานได้ ( แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครฝากงานให้พี่เลย เขาคงคิดว่า เราคงไม่ตั้งใจทำงานให้กับบริษัทเพราะเราคงจะตั้งใจทำธุรกิจ MLM นี้มากกว่าเหมือนที่ตัวเขาเป็น) พี่จึงศึกษาระบบธุรกิจนี้อย่างจริงจัง ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ทั้งอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องในเวลาว่าง และเข้าฟังการประชุมในตอนเย็น ช่วงบ่ายที่ไม่มีเรียนพี่ก็จะติดตามหัวหน้าสายงานไปดูงานที่เขาทำ เช่น สาธิตสินค้า อธิบายแผนการตลาด-การสร้างรายได้-การสร้างความมั่นคงจากธุรกิจ  แนะนำลูกค้า  ปิดการขาย  เป็นต้น  และตัวพี่เองก็ได้ฝึก  สาธิตสินค้า  และเล่าแผนการตลาดด้วย  บางครั้ง หัวหน้าสายงานให้พี่เป็นพิธีกร หรือเป็นผู้สาธิตสินค้าในที่ประชุม (Center และ Rally) ด้วย ดังนั้น พี่จึงมีหัวหน้าสายงานหลายคนและสมาชิกคนอื่นๆรู้จัก และคอยสนับสนุน ให้กำลังใจ และเห็นว่าพี่สามารถประสบความสำเร็จในธุรกิจ MLM เป็นถึงระดับสูงได้ พี่เองก็คิดว่า “เราสามารถทำธุรกิจนี้สำเร็จได้ด้วยความมุ่งมั่นและมีคนคอยให้กำลังใจ ค่อยช่วยเหลือแนะนำอยู่ตลอด”   ดังนั้นเมื่อพี่จบการศึกษา จึงไม่ได้หางานประจำทำเลย อย่างไรก็ตาม พี่หาเครือข่ายสมาชิกได้ไม่กว้างขวาง รายได้พี่จึงไม่มาก แต่พี่ก็ยังคงสู้ทำธุรกิจต่อไปอีก 3 –4 ปี ด้วยกำลังใจสนับสนุนรอบด้านจนกระทั่งพี่มองไม่เห็นทางที่จะเจริญต่อไปได้และหมดเงินลงทุน พี่จึงตัดสินใจเลิกทำธุรกิจ MLM นี้ 100 % และมุ่งมั่นหางานประจำทำ ดังนั้นพี่จึงไปสมัครงานเป็นพนักงานตามบริษัทต่างๆ แต่ก็ไม่มีใครสนใจในตัวพี่ เพราะรุ่นน้องที่จบการศึกษาออกมาใหม่ ได้รับความรู้ใหม่ๆด้านวิชาการต่างๆที่มากกว่า อีกทั้งตัวพี่ไม่มีประสบการณ์การทำงานมาเลย บริษัทต่างๆคงคิดว่า จ้างเด็กจบใหม่มาดีกว่า พี่ได้กลายเป็นคนตกงาน ขาดความมั่นใจในชีวิต เพราะว่าพี่ไม่มีประสบการณ์ การทำงานในด้านไหนเลย เพราะบริษัทส่วนใหญ่รับคนมีประสบการณ์ หรือรับเด็กที่จบมาใหม่ๆ ที่สำคัญ คือพี่ไม่เคยใส่ใจในเรื่องวิชาความรู้ เพราะพี่ได้เห็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจ MLM บางคนไม่ได้มีความรู้สูง เพราะตอนนั้นพี่คิดแต่เพียงว่า เราต้องสำเร็จ เพราะ “ถ้าสำเร็จแล้วจะได้ความสุขหลายๆอย่าง” อย่างที่ผู้ประสบความสำเร็จเหล่านั้นพูด พี่จึงไม่ได้ใช้เงินและเวลาในการพัฒนาวิชา ความรู้ และความสามารถด้านอื่นๆของตัวเองเลย 

           เวลา 5 ปีช่างเร็วเหลือเกิน พี่ได้มองไปดูเพื่อนๆ บางคนเรียนจบโทมีหน้าที่การงานที่ดีแล้ว บางคนทำงานที่บริษัทเดิมมานานได้เงินเดือนสูงขึ้นเรื่อยๆ ซื้อรถ ซื้อบ้านราคา 10 ล้านบาท บางคนก็เก็บเงินไว้ลงทุนทำธุรกิจอื่นๆ บางคนได้ไปเที่ยวดูงานที่เมืองนอก พี่เห็นแล้วก็อิจฉาเพื่อนๆเหล่านั้น ส่วนพี่ไม่มีงานทำ ไม่มีเงินเหมือนเพื่อนๆ ทั้งๆที่ความสามารถของพี่ก็ไม่แพ้เพื่อนๆ เลย แต่การเลือกทางเดินที่ผิดทำให้เส้นทางชีวิตของพี่เปลี่ยนไปจากที่ควรจะเป็น ตัวพี่ไม่เคยไปงานเลี้ยงในกลุ่มเพื่อนในสาขาวิชาเลยเพราะว่าพี่อายทั้งเพื่อนๆ รุ่นพี่ รุ่นน้องซึ่งมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เวลาเพื่อนๆถามถึงพี่ พี่มักจะบอกว่า เพิ่งออกจากงานมา กำลังหางานใหม่ 

           จากเรื่องราวข้างต้น ให้ข้อคิดว่า 
            “คนที่ทำธุรกิจ MLM สำเร็จ จะได้ทุกอย่าง แต่คนที่ทำไม่สำเร็จ ต้องเลิกทำธุรกิจ MLM ไป  อาจเสียอนาคตทั้งชีวิตแบบพี่ก็ได้  ไม่ต่างอะไรกับเกมชีวิต  หากลงทุนแล้ว  ไปไม่ถึงจุดหมาย  ต้องเปลี่ยนเส้นทางใหม่  ก็ต้องเสียทั้งเสบียงและเวลาโดยไม่ได้อะไรกลับคืนมา”


           อีกเรื่องหนึ่ง คือ เมื่อธุรกิจแบบนี้ มีทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของระบบ คือ คน ดังนั้นจึงต้องชักชวน ผู้อื่นให้สนใจธุรกิจ MLM นี้ ด้วยข้อดีของธุรกิจชนิดนี้ต่างๆนานา เช่น สินค้าที่มีคุณภาพ แผนการตลาดที่ยุติธรรม ประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อประสบความสำเร็จโดยไม่ได้พูดถึงข้อเสียของธุรกิจเลย  ที่สำคัญผู้ที่ประสบความสำเร็จบางคนที่เป็นผู้ใหญ่ ต้องการสมาชิกเป็นเด็กรุ่นใหม่ ที่เพิ่งจบมา โดยไม่แนะนำให้หางานทำหรือมีเป้าหมายอื่นๆ ทางดำเนินชีวิตอื่นๆ 

           ทุกวันนี้ พี่สงสารน้องๆ เวลาที่เห็นน้องที่เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ หน้าใสๆ ยังไม่มีงานประจำทำ เข้ามาทำธุรกิจนี้ไปพลางๆก่อน เพราะว่าถ้าหากไม่สามารถประสบความสำเร็จ ในธุรกิจนี้ได้ ก็จะต้องเสียเวลา เสียเงิน พี่จึงอยากแนะนำน้องๆว่า MLM เป็นธุรกิจที่ดี สร้างรายได้ได้จริง ทำให้คนมีเป้าหมายของชีวิต แต่เมื่อน้องตัดสินใจว่าจะทำ ต้องทำธุรกิจ MLM นี้คู่กับงานประจำด้วย เพราะต้องคิดเสมอว่า มีความสำเร็จ ก็ต้องมีความล้มเหลว เงินทองที่ต้องจ่ายเพื่อสนับสนุนการขาย การเข้าอบรม ฟังบรรยายต่างๆ ก็ไม่ใช่น้อย บางที เงินส่วนนี้อาจจะเก็บไว้สำหรับศึกษาต่อ หรือเรียนเสริมความรู้เดิม ที่มีอยู่แล้ว และควรเก็บออมบางส่วนไว้ด้วย  หากเราทุ่มเททำสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยคิดว่าเราทำได้ เราต้องสำเร็จ แล้วไม่คิดเผื่อไว้ เราอาจจะสูญเสียเวลาและอนาคตได้   ขอให้น้องไตร่ตรองการทำธุรกิจนี้  และค้นพบความต้องการที่แท้จริง  เพราะพี่คิดว่า  ความสำเร็จในชีวิตคนเรา  ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน  โลกที่เราต้องการจริงๆ อาจจะเป็นโลกใบเล็กๆ ที่มีแต่ความสุข ความช่วยเหลือ และความจริงใจก็พอ 

           สุดท้าย ขอฝากข้อคิดให้กับผู้ที่ประสบความสำเร็จบางคนในธุรกิจ MLM บางประเภทว่า ความสำเร็จที่ได้รับนั้นได้ทำลายใคร หรือสังคมบ้างหรือไม่ เพราะความสำเร็จ ความมั่นคงของคุณอยู่บนความพยายามของผู้อื่น คุณกำลังใช้สิ่งที่คุณได้รับ  ล่อลวงให้คนอื่นสร้างความมั่นคงให้กับตัวคุณเอง

           พี่ยังคงมีกำลังใจอยู่ และคิดจะสู้ชีวิตต่อไป เพราะมีพ่อแม่ที่คอยให้กำลังใจ และศาสนาที่เป็นที่พึ่งพิงอย่างดี พี่เข้าใจว่าเป็นกรรมเก่าของพี่ อนาคตพี่อาจจะต้องทำงานเป็นพนักงานประจำ ร้านสะดวกซื้อ หรือในห้างสรรพสินค้า ไม่ก็อาจจะค้าขายเล็กๆน้อยๆ เช่น น้ำผลไม้ปั่น, ข้าวเปล่า, ขนมครก, หรือหนังสือพิมพ์ โดยการกู้เงินกองทุนหมู่บ้าน พี่ก็จะมีความสุข บนโลกใบเล็กๆอย่างที่พี่ต้องการต่อไป  ขอขอบคุณที่ได้อ่านเรื่องราวของคนๆหนึ่ง หวังว่าคงเป็นประโยชน์แม้ว่าจะยาว 
อร
May 30, 2009 - 16:56
#1193

ข้อความข้างล่างนี้ เขียนเมื่อ ส.ค. 2548 แต่ก็ยังมีประโยชน์จนถึงอนาคต

ความเสี่ยงที่แท้จริงในธุรกิจ MLM มีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย ยิ่งมีข้อดีมาก-ผลตอบแทนมาก ข้อเสียยิ่งต้องมีมากและกว้างขวาง แต่ข้อเสียเหล่านี้ ใครละ จะออกมาพูดหน้าเวที ให้ตัวเองสูญเสียลูกค้าหรือขาดรายได้ไป พี่เลยขอเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นคนหนึ่งที่บอกถึง “ข้อเสียของธุรกิจนี้ เมื่อน้องๆต้องเลิกทำธุรกิจนี้ไป”

           จุดประสงค์ที่พี่เขียนบทความนี้ขึ้นมา คือ เพื่อเตือนรุ่นน้องนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่หรือกำลังจะจบการศึกษาว่า “พี่เดินทางนี้มาแล้วไม่สำเร็จ ทั้งๆที่พี่เป็นคนฉลาด เรียนเก่ง ทำงานคล่องแคล่ว มีเพื่อนเยอะ มีความมั่นใจสูง แถมด้วยผู้นำระดับสูงในธุรกิจนี้หลายคนชมพี่ด้วยความมั่นใจว่า  “พี่ทำงานในธุรกิจนี้ได้ดี (เช่น สาธิตสินค้า พูดแผนการตลาด เป็นพิธีกร แนะนำธุรกิจแก่คนใหม่ เป็นต้น) และสามารถทำธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จระดับสูงได้”  พี่เลยยิ่งตั้งใจทำธุรกิจนี้มาก แต่กระนั้นพี่ก็ทำธุรกิจนี้ไม่สำเร็จ  เพราะตัวพี่เองขาดประสบการณ์ชีวิต  ไม่ทันกับคำชมที่หลอกล่อให้เราทำงาน และที่สำคัญ ขาดความคิดเผื่อหนทางที่จะล้มเหลว สิ่งที่พี่อยากจะบอก คือ ความเสี่ยงที่แท้จริงของธุรกิจนี้ พี่ต้องเสียอะไรไปบ้าง เมื่อพี่ไม่คิดเผื่อหนทางที่จะล้มเหลว พี่ต้องเสียอนาคตที่สดใส เสียโอกาสมีงานทำในงานประจำซึ่งเป็นอาชีพที่มั่นคง เสียเวลาและความรู้ที่ได้เรียนมา  เสียโอกาสในการเรียนต่อระดับสูง  เสียความมั่นใจในการดำรงชีวิต  เสียเพื่อนๆที่รู้จัก  เสียโอกาสและหนทางชีวิตทางอื่นๆ”

           “เวลาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด”   พี่จึงมาเล่าชีวิตและประสบการณ์ของพี่ให้น้องๆได้รับรู้ เพื่อเป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่ง เพราะว่า คนที่ทำธุรกิจนี้  เขาเคยออกมายืนหน้าเวทีแล้วบอกว่า

“ถ้าคุณทำไม่สำเร็จแล้ว จะเสียอะไรบ้าง” หรือเปล่า

ผู้นำระดับสูงบอกว่า ธุรกิจนี้จะช่วยสร้างคน พัฒนาคนให้เป็นผู้นำ นี่แสดงให้เห็นว่า วัตถุดิบของธุรกิจนี้ คือ คน แต่หากเมื่อคนเหล่านี้ ไม่ได้เป็นวัตถุดิบชิ้นเอกที่สามารถหาลูกค้าต่อๆไปได้ล่ะ คำกล่าวที่ว่า “เราจะช่วยคุณให้ประสบความสำเร็จก่อน แล้วเราจะประสบความสำเร็จตาม” จะยังเป็นความจริงอยู่หรือ ผู้นำระดับสูง เขาเคยคิดบ้างไหมว่า “คนที่ต้องเลิกทำธุรกิจนี้ไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุอันใดก็ตาม ชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่เลิกทำธุรกิจนี้ไปจะเป็นอย่างไร เคยโทรศัพท์ไปหาเขาบ้างไหม หรือเคยคิดที่จะไปเยี่ยมพวกเขาเหมือนกับตอนที่ไปเล่าเรื่องราวของธุรกิจนี้ให้ฟังบ้างไหม” หรือเขาเพียงคิดแค่ว่า ต้องหาคนใหม่เข้ามาในระบบ เพื่อมาเป็นวัตถุดิบทดแทนคนเก่าที่เลิกทำธุรกิจนี้ไป พี่ขอเน้นว่า ระบบนี้มีวัตถุดิบ คือ คน หากวัตถุดิบนั้น ไม่สามารถเป็นวัตถุดิบชิ้นเอกที่สามารถทำงานจนประสบความสำเร็จไปได้ละ เขาก็แค่เปลี่ยนวัตถุดิบ เปลี่ยนคนใหม่เท่านั้นเอง โดยทอดทิ้งเราไป นี่แสดงให้เห็นว่า มันคือการทำลายอนาคตและความหวังของคน โดยใช้ความหวังล่อให้ทำงาน แต่เมื่อเข้ามาทำงานไประยะหนึ่ง แล้วไม่สามารถทำงานจนประสบความสำเร็จได้ ก็แค่ใช้ความหวัง รางวัล รายได้ไปหลอกล่อคนใหม่เข้ามาสู่ธุรกิจเท่านั้นเอง (ข้อคิด--จะเห็นได้ว่า ผู้นำระดับสูงเขาเป็นเหมือนนายจ้างที่สามารถเลือกลูกจ้างเข้ามาทำงานได้) ดังนั้นผู้นำคนนั้น จึงมีรายได้ที่มั่นคงและต่อเนื่อง

เปรียบเทียบกับระบบงานอื่น หากต้องการเลิกจ้างพนักงาน สังคมก็มีกฎหมายรองรับผู้ถูกเลิกจ้างให้ได้รับผลประโยชน์ต่างๆ ได้เงินตอบแทนการเลิกจ้าง แถมยังสามารถฟ้องร้องกันได้อีกหากถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม เป็นต้น แต่ในธุรกิจ MLM นี้ หากผู้ร่วมทำธุรกิจไม่มีความสามารถเหมาะสม ก็เพียงไม่ใส่ใจเขาและหาคนใหม่มาทำงานแทน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเลย ช่างเป็นธุรกิจที่วิเศษอะไรเช่นนี้ เพราะคำว่าเป็น “ธุรกิจส่วนตัว”

หลังจากที่พี่เลิกทำธุรกิจนี้ พี่ได้คุยกับเพื่อนๆ (เมื่อ มิ.ย. 2551) ที่ทำงานประจำ และคุยกับเพื่อนๆบางคนที่เรียนจบปริญญาโท-เอก พี่ได้เห็นรูปเพื่อนๆเหล่านี่ใน Hi5 พี่พบว่า “เพื่อนแต่ละคนมีงานประจำทำที่มั่นคง ไม่ว่าจะเป็นงานราชการหรือเอกชน มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี บางคนการงานก้าวหน้าบริษัทหรือทางราชการส่งไปดูงาน ไปทำงานที่เมืองนอก มีรายได้ที่ดี บางคนมีเงินเก็บจากงานประจำ ไปเปิดกิจการส่วนตัวเล็กๆน้อยๆ เช่น ร้านซักรีด ร้านถ่ายเอกสาร ร้านหนังสือก็มี บางคนทำงานราชการสักระยะหนึ่ง แล้วมีโอกาสไปทำงานต่อกับบริษัทเอกชนชั้นนำที่เมืองนอก” พี่ย้อนกลับมาคิดถึงตัวเองว่า “หากตนเองเรียนต่อระดับปริญญาโท ตนเองคงมีอนาคตและมีอาชีพการงานที่ดีแล้ว ไม่ต้องเป็นคนตกงานไร้อาชีพและหมดอนาคตเหมือนในตอนนี้”

ดังนั้นพี่ขอเน้นว่า (เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงจากการทำธุรกิจ MLM นี้) 1. หากน้องมีเงิน ให้เก็บไว้ลงทุนเรียนต่อดีกว่าเอาเงินไปเป็นค่าเข้าประชุมหรือแรลลี่ต่างๆ 2. เวลาที่มี นำไปใช้พัฒนาความรู้ด้านการศึกษาดีกว่าเอาเวลาไปเปิดเทปผู้นำฟัง 3. เวลาและเงินที่มี เอาไว้หาความรู้ด้านอื่นๆ หรือเอาไว้ลงทุนทำธุรกิจอื่นๆก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรวยด้วยธุรกิจนี้ 4. อย่าไปเชื่อ อย่าไปฟังและอย่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับคนทำธุรกิจนี้มาก เพราะเขาเหมือนเป็นเมฆก้อนโตมาปิดบังหนทางชีวิตทางอื่น ที่เราอาจจะประสบความสำเร็จได้เช่นกัน ใครก็ตามที่ไม่มีประโยชน์สำหรับเขาแล้ว เขาจะคบไว้ทำไมให้เสียเวลา

พี่เป็นคนหนึ่งที่ถูกเขาทอดทิ้ง

คำเตือนสุดท้าย

พี่อยากเตือนว่า ถ้าใครได้เข้าไปสนิทสนมกับกลุ่มคนในธุรกิจนี้แล้ว ก็จะถูกล้างสมอง จะถูกกระตุ้นว่า ตนเองทำได้ ประสบความสำเร็จระดับสูงได้ ถ้าโลภมาก คนๆนั้นก็จะลุยทำธุรกิจนี้อย่างบ้าคลั่ง โดยที่ไม่เผื่อหนทางที่จะล้มเหลว หรือโดยไม่คิดถึงความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเช่นตัวพี่

            หากท่านใดมีประสบการณ์ชีวิตจากธุรกิจ MLM ขออย่าได้เก็บไว้ ได้โปรด บอกเล่าประสบการณ์ชีวิตให้ผู้อื่นได้รับรู้รับทราบ เพื่อเป็นข้อคิด ข้อเตือนใจ เป็นอุทาหรณ์ ไม่ให้ “หลง”เดินตามทางซึ่งจะนำมาซึ่งความล้มเหลวของชีวิต เพราะการให้คำแนะนำ นี้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ มีค่าเหมือนได้ช่วยชีวิตคน ให้รอดพ้นจากทางอันตรายหรือหลุมพรางที่กำลังจะเดินไป 

สำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครองท่านใดที่มีลูกหลานกำลังบ้าคลั่งทำธุรกิจ MLM นี้อยู่ ขอความกรุณาโปรดนำบทความนี้ ไปให้ลูกของท่านได้อ่าน ไม่สงวนลิขสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้น

ผู้เขียนขอสรุปบทความทั้งหมดนี้ ว่า ธุรกิจที่ทำลายอนาคตและความฝันของคน ทั้งคนที่ประสบความสำเร็จและคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ คือ “ธุรกิจ MLM บางประเภท”

ลองย้อนนึก ถึงสมัย ตอนเป็นเด็ก ที่โตขึ้น ใฝ่ฝัน อยาก (มีอาชีพสักอาชีพหนึ่ง เช่น) เป็นหมอ เป็นหมอที่เก่ง ทุ่มเทกับการคิดค้นวิธีรักษาใหม่ๆ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลก แต่ไฉนเมื่อเรียนจบกลับต้องเปลี่ยนความฝันมาเป็น ผู้ทุ่มเทเวลาให้กับการสร้างเครือข่าย

บทความนี้ ผู้เขียนหวังว่าจะเป็นข้อคิด อุทาหรณ์ เป็นประโยชน์กับคนในสังคมไทยทุกคน ขอขอบคุณ

Secret admirer
March 2, 2010 - 22:09
#1454

การที่ไม่ประสบความสำเร็จ...ต้องถามก่อนว่าคุณใส่ใจมันเต็มที่แล้วหรือยัง คุณมีความมุ่งมั่นมากแค่ไหน ทีมงานคุณดีแค่ไหน แต่สำหรับดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่กำลังทำธุรกิจนี้อยู่ แต่ถามว่าบ้าคลั่งไหม เราไม่ถึงกลับบ้าคลั่งแต่คิดเสียว่าเป็นการเรียนรู้ และถ้าเราทำเต็มที่แล้วไม่ประสบความสำเร็จเราก็จะให้กำลังใจตัวเองว่าอย่างน้อยเราก็ยังลองทำไม่ใช่นั่งรอโอกาส หรืออยู่เฉยๆ ทุกอย่างในโลกนี้ไม่ได้มาฟรีๆ ทำอะไรก็ต้องมีการเรียนรู้ทั้งนั้น แต่ก็ต้องนับถือคนที่ล้มเหลวกับธุรกิจนี้แล้วยังมองแง่ดีและเชื่อมั่นในธุรกิจนี้ว่าทำรายได้ๆและเราสามารถบริหารงานของเราได้ เชื่อว่าทุกคนกลัวกันทั้งนั้นขึ้นชื่อว่าขายตรง ฉันก็เช่นกันแต่ความกลัวนี้ก็มีความกล้าๆที่จะลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.