SOTUS กับ แอมเวย์
ใครไม่รู้จักแอมเวย์ยกมือขึ้น
แอมเวย์คือ ธุรกิจขายตรงสินค้าอุปโภค บริโภคด้วยระบบการตลาดหลายชั้นหรือระบบเครือข่าย โดยเน้นด้านการค้าปลีก
ใครไม่รู้จัก SOTUS ยกมือขึ้น
S-Seniority หมายถึงความสัมพันธ์แบบนับพี่ถือน้อง การเคารพผู้อาวุโสกว่า
O-Order คือการปฏิบัติตามคำสั่ง กฎ ระเบียบ วินัย
T-Tradition คือการสืบทอดธรรมเนียม ประเพณี ที่ยึดถือปฏิบัติกันมา
U-Unity คือการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่พวก
S-Spirit ความมีน้ำใจ เสียสละเพื่อส่วนรวม
แล้วทำไมต้องพูดถึงสอง่ยางนี้ เพราะผมคิดว่า ทัศนคติของผู้คนที่มีต่อทั้งสองสิ่งนี้ มีลักษณะเกือบจะเหมือนกันเลย คือคนทั่วไป ไม่ชอบ แต่คนที่เคยสัมผัสจะชอบ
ผมเป็นคนนึงที่ไม่ค่อยชอบแอมเวย์ แต่เมื่อพิจารณาถึงหลักการแล้ว ผมก็ต้องยอมรับว่าระบบของแอมเวย์เป็นระบบที่ค่อนข้างดีเลยล่ะ แต่ชื่อเสียงของแอมเวย์เป็นยังไงก็รู้ๆกันอยู่ ผลิตภัณฑ์ของแอมเวย์นั้น ยอมรับเลยว่าดี (ที่บ้านผมใช้ของแอมเวย์มาหลายปีแล้ว แต่ไม่ทุกอย่างนะ และผมก็ไม่ได้ขายแอมเวย์ด้วย) ข้อเสียของแอมเวย์นั้น อยู่ที่ชื่อครับ ถ้าเปลี่ยนชื่อเป็นชื่ออื่นโดยที่คนไม่รู้ล่ะก็ ผมเชื่อว่าจะมีคนซื้อของเขาเพิ่มขึ้นอีกเพียบเลยครับ
เห็นมั้ยครับ สรุปง่ายๆว่าของแอมเวย์น่ะดี แต่ไม่มีคนใช้เพราะไม่ชอบแอมเวย์
ทีนี้มาดูที่ โซตัสบ้าง
ระบบโซตัส และ เนื้อหาของโซตัสนั้น เป็นสิ่งที่ดีมากเลย แต่ว่าหลายๆคนกลับเอามันไปใช้ในทางที่ผิด และทำให้โซตัสกลายเป็นสิ่งที่ผิดไปโดยปริยาย อย่างเช่นตัว S – Seniority จากการเคารพผู้อาวุโส นับพี่ถือน้อง ก็กลายเป็น พี่ใหญ่กว่าน้อง สั่งได้ทุกอย่างไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ใช่โซตัสแล้ว เพราะถ้าเป็นแบบนั้นก็จะขาด S-Spirit ไปทันที และทั้ง 5 ข้อของโซตัสนั้น ล้วนเป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกๆคนควรจะมีด้วยซ้ำ
เห็นมั้ยครับว่า มันเหมือนกับ แอมเวย์ตรงไหน ตรงที่เนื้อหาข้างในน่ะดี ที่แย่คือคนเอาไปใช้ต่างหาก กลับไปทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่แย่
ผมคงโชคดีที่ได้ผ่านการรับน้องและการอบรมจากคณะที่มีเหตุผล เข้าใจในหลักการของโซตัส การว๊ากที่ผมโดนไม่ใช่การว๊ากที่รุนแรงเลย ทุกครั้งที่พูดจะลงท้ายด้วยครับ/ค่ะ เรียกด้วยผม/คุณ ไม่มีการถูกเนื้อต้องตัว และเมื่อการรับน้องผ่านไป ก็มีการบอกเหตุผลในการกระทำของรุ่นพี่ในจุดที่น้องสงสัย ดังนั้นผมจึงมีความรู้สึกที่ดีกับการรับน้องเป็นอย่างมาก และอีกอย่างที่ผมรู้สึกอยู่เสมอคือ โซตัสไม่ใช่การว๊าก แม้การว๊ากของคณะจบไปแล้ว แต่การสอนเรื่องโซตัสนั้น กลับมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดนสอดแทรกอยู่กับการทำกิจกรรมต่างๆของคณะ โดยที่การเข้าห้องเชียร์นั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมคณะด้วย ใครจะร่วม หรือไม่เข้าก็ได้ ไม่ได้บังคับ แต่ว่าคนที่ไม่เข้าก็จะได้สิ่งที่คนอื่นๆได้กัน เช่น ความภาคภูมิใจ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม
หลายๆคนที่ไม่ชอบระบบโซตัสนั้นคงเป็นเพราะว่า รุ่นพี่ได้เอาสิ่งที่เรียกว่าโซตัสนั้นมาบังคับน้อง อ้างเหตุผลต่างๆนาๆเพื่อให้น้องทำในสิ่งที่ตนต้องการ จนทำให้จำฝังใจว่าการรับน้องคือการทารุณน้อง ซึ่งตรงนั้นผมก็อยากจะค้านเช่นกัน มันเป็นสิ่งที่ทำให้คนมองโซตัสแบบผิดๆ และเข้าใจว่า ว๊าก == โซตัส ซึ่งมันไม่ใช่เลย เพราะไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของโซตัสเลย ที่บอกว่า การว๊ากคือโซตัส
อยากให้ใครที่ไม่เข้าใจโซตัสลองมองโซตัสใหม่
S-Seniority เคารพผู้ที่อาวุโสกว่า เมืองไทยถือเรื่องระบบอาวุโสอยู่แล้ว ลูกเคารพพ่อแม่ น้องเคารพพี่(พี่-น้องปกตินะครับ ไม่ใช่รุ่นพี่รุ่นน้อง) เป็นเรื่องธรรมดา
O-Order การทำตามกฏก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง กฏระเบียบ กฏหมาย ศีล เหล่านี้ถือเป็นกฏทั้งนั้น
T-Tradition ขนบธรรมเนียมประเพณี การกระทำที่ดีที่สืบทอดกันมา สิ่งที่ดีเราก็รับไว้ อะไรไม่ดี มันก็จะหายไปเอง อย่างงานพิธีต่างๆ
U-Unity สามาคคีคือพลัง ร่วมมือการทำสิ่งใดก็เกิดผลสำเร็จ คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย
S-Spirit การเสียสละเพื่อส่วนรวม
เห็นได้ชัดว่า SOTUS มันก็คือหลักธรรมคำสอนดีๆนั่นเอง และก็มีมานานแล้วก่อนที่ระบบSOTUS จะเข้ามาในเมืองไทยด้วยซ้ำ
แสดงว่า ระบบน่ะ ดีงาม แต่คนที่ผิดคือคนใช้มากกว่า คิดยังงั้นกันมั้ย เหมือนแอมเวย์เลย ของน่ะมันดี ผิดที่คนขายของ
กำลังฟัง : Loren - Thanatos - If I Can't Be Yours -

Comments
ผมว่ามันไม่ได้เป็นปัญหาของตัวระบบอะครับ แต่มันเป็นปัญหาของคนที่เอามาใช้มากกว่า<br/><br/>สิ่งที่ฆ่าคนไม่ใช่อาวุธ สิ่งที่ฆ่าคนคือคนครับ
มันก็เหมือนหลายๆอย่างด้วยเนาะ<br/>คนนี่แหละ ตัวทำเสีย
แต่มดว่ามันแพงนะพี่วีน.......T_T
ที่ของแพง ก็เป็นเพราะ มันแพงในการซื้อครั้งแรกอ่ะคับ แต่ใช้ได้นาน มันเลยประหยัด แต่ก็ไม่ชอบจริงๆเวลาที่มีคนพูดแต่เรื่องแอมเวย์ เบื่ออ่ะ บาง ที ถึงจะรุว่าดี ก็อยากไห้พูดแบบ ธรรมชาติ ธรรมดา ดีกว่าน่ะ
ขอบทความนี้ จงเป็นอุทาหรณ์ อยู่คู่บนโลก อินเตอร์เน็ทสืบไป (แม้ว่าผู้เขียนจะจากโลกนี้ไปแล้ว)
ข้อความทั้งหมดนี้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้น
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนๆหนึ่งกับธุรกิจ MLM เป็นประโยชน์กับทุกท่าน โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งสมัคร ผู้ที่กำลังเรียนหนังสืออยู่
และผู้ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาแต่ยังหางานทำไม่ได้
ขอให้อ่านให้จบและไตร่ตรองให้รอบคอบ (เขียนเมื่อ ธ.ค. 2548 แต่ก็ยังมีประโยชน์จนถึงอนาคต) คงไม่มีใคร มีชีวิตราบรื่น พบแต่สิ่งที่ดี มีความสุข เพียงอย่างเดียว ชีวิตคนเราต้องเดินทาง ผ่านทั้งความสุข และความทุกข์ การนำความสุขและความทุกข์ที่ผ่าน มาคิดทบทวนล้วนแต่เป็น ประโยชน์เพื่อที่จะค้นพบตัวเอง โดยนำมาเป็นบทเรียน และเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีขึ้น และบอกเล่าผู้อื่นเป็นธรรมทาน เพื่อเป็นอุทาหรณ์ หลีกเลี่ยงความผิดพลาดต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ผู้เขียนบทความนี้ก็คิดเช่นนี้ จึงได้นำเรื่องราวนี้มาเล่าให้เป็นอุทาหรณ์บทเรียนแก่ทุกท่าน
ข้อความข้างล่างนี้ เขียนเมื่อ ส.ค. 2548 แต่ก็ยังมีประโยชน์จนถึงอนาคต
ความเสี่ยงที่แท้จริงในธุรกิจ MLM มีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย ยิ่งมีข้อดีมาก-ผลตอบแทนมาก ข้อเสียยิ่งต้องมีมากและกว้างขวาง แต่ข้อเสียเหล่านี้ ใครละ จะออกมาพูดหน้าเวที ให้ตัวเองสูญเสียลูกค้าหรือขาดรายได้ไป พี่เลยขอเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นคนหนึ่งที่บอกถึง “ข้อเสียของธุรกิจนี้ เมื่อน้องๆต้องเลิกทำธุรกิจนี้ไป”
“ถ้าคุณทำไม่สำเร็จแล้ว จะเสียอะไรบ้าง” หรือเปล่า
ผู้นำระดับสูงบอกว่า ธุรกิจนี้จะช่วยสร้างคน พัฒนาคนให้เป็นผู้นำ นี่แสดงให้เห็นว่า วัตถุดิบของธุรกิจนี้ คือ คน แต่หากเมื่อคนเหล่านี้ ไม่ได้เป็นวัตถุดิบชิ้นเอกที่สามารถหาลูกค้าต่อๆไปได้ล่ะ คำกล่าวที่ว่า “เราจะช่วยคุณให้ประสบความสำเร็จก่อน แล้วเราจะประสบความสำเร็จตาม” จะยังเป็นความจริงอยู่หรือ ผู้นำระดับสูง เขาเคยคิดบ้างไหมว่า “คนที่ต้องเลิกทำธุรกิจนี้ไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุอันใดก็ตาม ชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่เลิกทำธุรกิจนี้ไปจะเป็นอย่างไร เคยโทรศัพท์ไปหาเขาบ้างไหม หรือเคยคิดที่จะไปเยี่ยมพวกเขาเหมือนกับตอนที่ไปเล่าเรื่องราวของธุรกิจนี้ให้ฟังบ้างไหม” หรือเขาเพียงคิดแค่ว่า ต้องหาคนใหม่เข้ามาในระบบ เพื่อมาเป็นวัตถุดิบทดแทนคนเก่าที่เลิกทำธุรกิจนี้ไป พี่ขอเน้นว่า ระบบนี้มีวัตถุดิบ คือ คน หากวัตถุดิบนั้น ไม่สามารถเป็นวัตถุดิบชิ้นเอกที่สามารถทำงานจนประสบความสำเร็จไปได้ละ เขาก็แค่เปลี่ยนวัตถุดิบ เปลี่ยนคนใหม่เท่านั้นเอง โดยทอดทิ้งเราไป นี่แสดงให้เห็นว่า มันคือการทำลายอนาคตและความหวังของคน โดยใช้ความหวังล่อให้ทำงาน แต่เมื่อเข้ามาทำงานไประยะหนึ่ง แล้วไม่สามารถทำงานจนประสบความสำเร็จได้ ก็แค่ใช้ความหวัง รางวัล รายได้ไปหลอกล่อคนใหม่เข้ามาสู่ธุรกิจเท่านั้นเอง (ข้อคิด--จะเห็นได้ว่า ผู้นำระดับสูงเขาเป็นเหมือนนายจ้างที่สามารถเลือกลูกจ้างเข้ามาทำงานได้) ดังนั้นผู้นำคนนั้น จึงมีรายได้ที่มั่นคงและต่อเนื่อง
เปรียบเทียบกับระบบงานอื่น หากต้องการเลิกจ้างพนักงาน สังคมก็มีกฎหมายรองรับผู้ถูกเลิกจ้างให้ได้รับผลประโยชน์ต่างๆ ได้เงินตอบแทนการเลิกจ้าง แถมยังสามารถฟ้องร้องกันได้อีกหากถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม เป็นต้น แต่ในธุรกิจ MLM นี้ หากผู้ร่วมทำธุรกิจไม่มีความสามารถเหมาะสม ก็เพียงไม่ใส่ใจเขาและหาคนใหม่มาทำงานแทน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเลย ช่างเป็นธุรกิจที่วิเศษอะไรเช่นนี้ เพราะคำว่าเป็น “ธุรกิจส่วนตัว”
หลังจากที่พี่เลิกทำธุรกิจนี้ พี่ได้คุยกับเพื่อนๆ (เมื่อ มิ.ย. 2551) ที่ทำงานประจำ และคุยกับเพื่อนๆบางคนที่เรียนจบปริญญาโท-เอก พี่ได้เห็นรูปเพื่อนๆเหล่านี่ใน Hi5 พี่พบว่า “เพื่อนแต่ละคนมีงานประจำทำที่มั่นคง ไม่ว่าจะเป็นงานราชการหรือเอกชน มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี บางคนการงานก้าวหน้าบริษัทหรือทางราชการส่งไปดูงาน ไปทำงานที่เมืองนอก มีรายได้ที่ดี บางคนมีเงินเก็บจากงานประจำ ไปเปิดกิจการส่วนตัวเล็กๆน้อยๆ เช่น ร้านซักรีด ร้านถ่ายเอกสาร ร้านหนังสือก็มี บางคนทำงานราชการสักระยะหนึ่ง แล้วมีโอกาสไปทำงานต่อกับบริษัทเอกชนชั้นนำที่เมืองนอก” พี่ย้อนกลับมาคิดถึงตัวเองว่า “หากตนเองเรียนต่อระดับปริญญาโท ตนเองคงมีอนาคตและมีอาชีพการงานที่ดีแล้ว ไม่ต้องเป็นคนตกงานไร้อาชีพและหมดอนาคตเหมือนในตอนนี้”
ดังนั้นพี่ขอเน้นว่า (เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงจากการทำธุรกิจ MLM นี้) 1. หากน้องมีเงิน ให้เก็บไว้ลงทุนเรียนต่อดีกว่าเอาเงินไปเป็นค่าเข้าประชุมหรือแรลลี่ต่างๆ 2. เวลาที่มี นำไปใช้พัฒนาความรู้ด้านการศึกษาดีกว่าเอาเวลาไปเปิดเทปผู้นำฟัง 3. เวลาและเงินที่มี เอาไว้หาความรู้ด้านอื่นๆ หรือเอาไว้ลงทุนทำธุรกิจอื่นๆก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรวยด้วยธุรกิจนี้ 4. อย่าไปเชื่อ อย่าไปฟังและอย่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับคนทำธุรกิจนี้มาก เพราะเขาเหมือนเป็นเมฆก้อนโตมาปิดบังหนทางชีวิตทางอื่น ที่เราอาจจะประสบความสำเร็จได้เช่นกัน ใครก็ตามที่ไม่มีประโยชน์สำหรับเขาแล้ว เขาจะคบไว้ทำไมให้เสียเวลา
พี่เป็นคนหนึ่งที่ถูกเขาทอดทิ้ง
คำเตือนสุดท้าย
พี่อยากเตือนว่า ถ้าใครได้เข้าไปสนิทสนมกับกลุ่มคนในธุรกิจนี้แล้ว ก็จะถูกล้างสมอง จะถูกกระตุ้นว่า ตนเองทำได้ ประสบความสำเร็จระดับสูงได้ ถ้าโลภมาก คนๆนั้นก็จะลุยทำธุรกิจนี้อย่างบ้าคลั่ง โดยที่ไม่เผื่อหนทางที่จะล้มเหลว หรือโดยไม่คิดถึงความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเช่นตัวพี่
สำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครองท่านใดที่มีลูกหลานกำลังบ้าคลั่งทำธุรกิจ MLM นี้อยู่ ขอความกรุณาโปรดนำบทความนี้ ไปให้ลูกของท่านได้อ่าน ไม่สงวนลิขสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้น
ผู้เขียนขอสรุปบทความทั้งหมดนี้ ว่า ธุรกิจที่ทำลายอนาคตและความฝันของคน ทั้งคนที่ประสบความสำเร็จและคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ คือ “ธุรกิจ MLM บางประเภท”
ลองย้อนนึก ถึงสมัย ตอนเป็นเด็ก ที่โตขึ้น ใฝ่ฝัน อยาก (มีอาชีพสักอาชีพหนึ่ง เช่น) เป็นหมอ เป็นหมอที่เก่ง ทุ่มเทกับการคิดค้นวิธีรักษาใหม่ๆ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลก แต่ไฉนเมื่อเรียนจบกลับต้องเปลี่ยนความฝันมาเป็น ผู้ทุ่มเทเวลาให้กับการสร้างเครือข่าย
บทความนี้ ผู้เขียนหวังว่าจะเป็นข้อคิด อุทาหรณ์ เป็นประโยชน์กับคนในสังคมไทยทุกคน ขอขอบคุณ
การที่ไม่ประสบความสำเร็จ...ต้องถามก่อนว่าคุณใส่ใจมันเต็มที่แล้วหรือยัง คุณมีความมุ่งมั่นมากแค่ไหน ทีมงานคุณดีแค่ไหน แต่สำหรับดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่กำลังทำธุรกิจนี้อยู่ แต่ถามว่าบ้าคลั่งไหม เราไม่ถึงกลับบ้าคลั่งแต่คิดเสียว่าเป็นการเรียนรู้ และถ้าเราทำเต็มที่แล้วไม่ประสบความสำเร็จเราก็จะให้กำลังใจตัวเองว่าอย่างน้อยเราก็ยังลองทำไม่ใช่นั่งรอโอกาส หรืออยู่เฉยๆ ทุกอย่างในโลกนี้ไม่ได้มาฟรีๆ ทำอะไรก็ต้องมีการเรียนรู้ทั้งนั้น แต่ก็ต้องนับถือคนที่ล้มเหลวกับธุรกิจนี้แล้วยังมองแง่ดีและเชื่อมั่นในธุรกิจนี้ว่าทำรายได้ๆและเราสามารถบริหารงานของเราได้ เชื่อว่าทุกคนกลัวกันทั้งนั้นขึ้นชื่อว่าขายตรง ฉันก็เช่นกันแต่ความกลัวนี้ก็มีความกล้าๆที่จะลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
Post new comment